home back
พระโคตมพระพุทธเจ้า
  • พระพุทธเจ้าหมายถึงใคร
  • โคตมพระพุทธเจ้าของเราคือใคร
  • พระพุทธเจ้าทรงเริ่มชีวิตอย่างไร
  • พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างไร
  • พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
  • หลังตรัสรู้ทรงดำเนินชีวิตอย่างไร
  • ทรงนิพพานอย่างไร
  • สังเวชนียสถานคืออะไร
  • หากท่านมีคำถามเหล่านี้ในใจ กรุณาอ่านต่อไป บทความข้างล่างนี้มีคำตอบ

    โดย
    นพ. สมพนธ์ บุญยคุปต์



    พระพุทธเจ้าหมายถึงใคร

    พระพุทธเจ้าตามศัพท์หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถึงมนุษย์ผู้สามารถตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ของโลก เห็นทางแห่งการพ้นทุกข์ พ้นวัฏสงสาร และได้นำธรรมะที่พระองค์ค้นพบมาสั่งสอนแก่บรรดามนุษย์และสัตว์โลกทั้งในภพภูมินี้และภพภูมิอื่น เพื่อให้พ้นทุกข์ได้เช่นพระองค์ เพราะสัจธรรมมีเพียงวิธีเดียว ดังนั้นในแต่ละยุคสมัยจึงมีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียว

    เราทราบดีว่าโลกมีกำเนิดมาเป็นเวลานานมาก จนนับย้อนหลังไม่ได้ ก็ย่อมจะมีมนุษย์ เมื่อมีมนุษย์ก็ย่อมจะมีความเชื่อ มีลัทธิ มีศาสนา ย่อมต้องมีพระพุทธเจ้าที่ทรงค้นพบพระธรรมคำสอนมาก่อนแล้ว และเป็นพระธรรมคำสอนเดียวกัน เพราะสัจธรรมของชีวิตและธรรมชาติที่แท้จริงรวมถึงทางพ้นทุกข์ ไม่ว่ายุคใดๆก็ต้องเหมือนกัน จึงจะเป็นความจริง เป็นสัจธรรม คงจะมีเพียงข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกัน สำหรับชีวิตคนในยุคต่างๆ เมื่อโลกมีภัยพิบัติของธรรมชาติรุนแรงขึ้น มนุษย์ในยุคนั้นและพระธรรมคำสอนต่างๆย่อมสูญหายไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายพันหลายหมื่นปีย่อมมีมนุษย์และมีพระพุทธเจ้าขึ้นใหม่อีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกตามอายุของโลกนี้

    ตามคำอธิบายถึงพุทธองค์ทางพุทธศาสนาจะได้มีพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วถึง 27 พระองค์ พระองค์แรกที่สุดมีชื่อว่าพระตัณหังกร แต่ละองค์มีระยะเวลาของศาสนาของพระองค์แตกต่างกัน ก่อนจะถึงภัทรกัปที่เราอยู่นี้ ซึ่งจะมี 5 พระองค์ ที่ผ่านมาแล้วได้แก่พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ จึงถึงพระพุทธองค์ของเราเป็นองค์ที่ 4 ของภัทรกัปคือโคตมะพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าลำดับที่ 28 และเมื่อสิ้นยุคของพระโคตมพระพุทธเจ้าซึ่งมีคำอ้างที่หาที่มาไม่ได้แน่นอนว่าจะมีอายุเพียงห้าพันปี คงจะมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นที่ทำให้มนุษย์และคำสั่งสอนในปัจจุบันสูญหายไป และจะต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานมากที่โลกไม่มีพระพุทธเจ้าเรียกว่า สุญญกัป ไม่ใช่ว่าหมด 5 พันปีแล้วจะมีพระพุทธเจ้าขึ้นใหม่ และมีพุทธศาสนาทันที ซึ่งสุญญกัปนี้เป็นเวลานานมากก่อนจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ขึ้น ที่มีชื่อว่า พระศรีอาริยเมตไตรย์ ซึ่งจะเป็นองค์สุดท้ายของภัทรกัป คงจะทราบว่าขณะนี้ได้มีบางวัดบางคนสวดมนต์สำหรับพระศรีอาริยเมตไตรย์กันแล้ว โดยหวังจะไปเป็นสาวกในยุคท่านซึ่งว่ามีระยะเวลาของศาสนาของท่านถึงหนึ่งหมื่นปี ทั้งนี้อาจเห็นว่าคงจะไม่ทันพ้นทุกข์ในยุคพระพุทธโคดมนี้เป็นแน่นอน แต่อย่าลืมว่าต้องรอเวียนว่ายกันในวัฏสงสารอีกนานแสนนานกว่าจะถึงยุคท่าน เพราะช่วงเวลาที่มีพระพุทธเจ้านั้นสั้นนิดเดียวเมื่อเทียบกับเวลาที่ไม่มี ดังนั้นน่าจะคิดพยายามปฏิบัติธรรมเสียในยุคที่เราอยู่นี้ดีกว่า

    เนื่องจากพระพุทธเจ้าในยุคหนึ่งๆจะมีได้เพียงพระองค์เดียว จึงจะต้องเป็นคนพิเศษที่ได้มีการบำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีมาเป็นเวลาเนิ่นนานจนนับไม่ถ้วนอย่างเช่นในตำนานชาดกแม้เพียง 10 ชาติสุดท้าย เรียกว่าทศบารมีของพระพุทธองค์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หนึ่งพระชาติในเรื่องพระมหาชนกจึงได้เป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่สร้างสมบารมีเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งมีจำนวนมากมายที่รออยู่

    ตามตำนานผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องได้รับคำทำนายจากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก่อนว่าต่อไปจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่น พระโคดมพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็ได้รับคำทำนายเป็นครั้งแรกจากทีปังกรพุทธเจ้า (องค์ที่ 4) เป็นครั้งแรกและพระกัสสปะพุทธเจ้า (องค์ที่ 27) เป็นองค์สุดท้าย

    ยังมีพระโพธิสัตว์อีกไม่น้อยที่ท่านได้เกิดมาและสามารถปฏิบัติจนค้นพบสัจธรรมของการหลุดพ้นเช่นเดียวกัน แต่พระองค์ไม่ได้นำสัจธรรมนั้นๆมาสั่งสอนแก่มวลมนุษย์จึงเรียกว่าปัจเจกพระพุทธเจ้า ท่านเข้าสู่ปรินิพพานไปโดยมิได้นำผู้อื่นไปด้วย

    พระพุทธเจ้าของเราคือใคร

    เมื่อก่อนพุทธกาล มนุษย์ยังเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่จำนวนมาก ไม่ได้เป็นประเทศอย่างปัจจุบัน มีหัวหน้ากลุ่มและเกิดสงครามระหว่างกลุ่ม กลุ่มใดใหญ่ขึ้นก็สร้างบ้านเมืองขึ้น เช่น ในชมพูทวีป หรืออินเดียในปัจจุบันมีกลุ่มชนมากมาย ที่บริเวณเชิงภูเขาหิมาลัยติดเนปาลมีชนชาติอารยันหรืออริยกะที่เป็นคนผิวขาวที่บุกมาตั้งบ้านเมืองอยู่ประมาณ 400 ปีก่อนพุทธศักราช มีพระเจ้าโอกกากราชเป็นต้นราชวงศ์ศากยะ ซึ่งได้สืบต่อมาจนถึงพระเจ้าสุทโธทนะ มีมเหสีชื่อพระนางมหามายาซึ่งเป็นธิดาของแคว้นเทวทหะ ครองเมืองกบิลพัสดุ์ อยู่บริเวณป่าหิมพานต์ในเนปาล เมื่อพระนางมหามายาตั้งครรภ์แก่ก็จะเดินทางกลับไปคลอดที่เมืองของตนตามประเพณี แต่เมื่อมาถึงตำบลสวนลุมพินีที่ห่างจากเมืองมา 12 กิโลเมตร (ปัจจุบันชื่อเมือง Rummindei เหนือกุสินาราและแคว้นพาราณสี Varanasi หรือ Beneres) พระนางมหามายาเจ็บพระครรภ์ และประสูติพระโอรสชายใต้ต้นสาละในท่ายืนซึ่งเป็นท่าที่สตรีนิยมคลอดในสมัยนั้น ตรงกับคืนวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันศุกร์ปีจอ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช (623 ปีก่อนคริสตศักราช) ซึ่งต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเสาจารึกตำแหน่งประสูติไว้ เช่นเดียวกับหลักฐานที่ตรัสรู้และปรินิพพานในเวลาต่อมา เพื่อเป็นหลักฐานว่าเรื่องของพระพุทธองค์เป็นเรื่องจริงมิใช่การแต่งขึ้น มีการเกิด การตรัสรู้ และปรินิพพาน

    เนื่องจากพระโอรสมีลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ จึงได้รับคำทำนายจากอสิตดาบสว่า ถ้าเป็นฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิครองแผ่นดินทั้งปวง ถ้าออกผนวชจะเป็นศาสดาเอกของโลก พระเจ้าสุทโธทนะจึงตั้งชื่อว่า สิทธัตถะ แปลว่าสำเร็จสมหวัง หลังจากประสูติได้ 7 วัน พระนางมหามายาก็สิ้นพระชนม์ พระสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของนางปชาบดีโคตมีผู้เป็นน้าสาว

    พระพุทธเจ้าเริ่มชีวิตอย่างไร

    จากคำทำนายทำให้พระเจ้าสุทโธทนะต้องการให้พระสิทธัตถะเป็นพระมหาจักรพรรดิ จึงให้เล่าเรียนวิชาการสู้รบต่างๆจากสำนักวิศวามิตรจนแตกฉาน และปรนเปรอให้ความสุขสบายทั้งปวงมีตำหนักสามฤดูพร้อมข้าราชบริพาร พยายามที่จะไม่ให้พบเห็นสิ่งที่ไม่น่าดูหรือเป็นทุกข์ จนอายุ 16 ปี ก็ได้สมรสกับพระนางยโสธราพิมพาซึ่งเป็นธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งเทวทหนคร

    อย่างไรก็ตามต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จออกประพาสนอกพระราชวังก็มีโอกาสได้เห็นความทุกข์จากคนชรา คนป่วย คนตาย และเห็นนักบวช ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์ที่ได้สร้างสมมาทำให้ตระหนักว่าพระองค์คงจะต้องผ่านสิ่งเหล่านั้นเช่นเดียวกันและไตร่ตรองหาทางให้หลุดพ้นจากกองทุกข์เหล่านั้นและทรงดำริว่าการเป็นนักบวชอาจเป็นวิถีทาง พระองค์ได้ครองชีวิตคู่อยู่จนถึงอายุ 29 ปี ขณะที่พระนางพิมพาได้คลอดเจ้าชายราหุลแล้ว ทรงตระหนักว่าเริ่มมีห่วงของชีวิต หากรอเนิ่นช้าต่อไปความประสงค์ที่จะหาทางหลุดพ้นคงจะทำไม่ได้ จึงทรงตัดสินพระทัยทิ้งพระราชวังออกไปกับนายฉันนะ และม้ากัณฐกะ จนถึงแม่น้ำอโนมาแล้วใช้พระขรรค์โกนพระเกศา เพื่อตัดการดำรงชีวิตแบบผู้ครองเรือนเป็นนักบวชต่อไป

    ถึงจุดนี้ได้มีบุคคลผู้ถือศาสนาอื่นกล่าวหาว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นแก่ตัวละทิ้งพระนางพิมพาและพระราหุลไป เพื่อตัวพระองค์เอง ในทางโลกการเห็นแก่ตัวจะต้องละทิ้งสิ่งอื่นๆเพื่อไปหาสิ่งที่ดีกว่า แต่พระพุทธองค์ทรงเสียสละความสุขสบายและข้าใช้สอยทั้งปวงในราชสมบัติ เพื่อออกไปหาลำบากด้วยพระองค์เดียว ละทิ้งวัง 3 ฤดูไปอาศัยอยู่ตามโคนไม้ ทิ้งเครื่องทรงที่สวยงามไปใช้ผ้าขาดนุ่งห่ม ละทิ้งอาหารอันโอชะไปฉันวันละมื้อเท่าที่จะมีคนถวาย พระองค์ต้องทนลำบากอยู่ตั้งแต่อายุ 29 จนถึง 35 ปี จึงสามารถตรัสรู้ได้ มิหนำซ้ำเมื่อพบสัจธรรมแล้วพระองค์ท่านใช้เวลาถึง 45 ปี เพียรตระเวณสั่งสอนบรรดานักบวชต่างๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไปจำนวนมากให้พ้นทุกข์และสามารถบรรลุถึงอรหันต์ ไม่ต้องมาเวียนว่ายในกองทุกข์อีก นอกจากนี้พระนางพิมพาและพระราหุลเองก็ได้รับผลบุญนี้ โดยได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนาเป็นอริยบุคคลต่อไป จึงเป็นการตัดคำครหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง

    พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างไร

    เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้เปลี่ยนสภาพเป็นนักบวชแล้วก็ได้ศึกษาและเสาะแสวงหาอาจารย์ตามที่ต่างๆ ต้องทราบว่าในระยะนั้นในชมภูทวีปมีลัทธิและความเชื่ออยู่มากมาย ที่เป็นหลักอยู่ก็คือ ลัทธิพราหมณ์ ซึ่งเป็นลัทธิของชาวอารยันเช่นเดียวกัน มีการแบ่งชั้นวรรณะเป็นพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ซึ่งต่อมาภายหลังจึงกลายเป็นศาสนาฮินดู ซึ่งมีผู้อธิบายว่าจากคนเปอร์เซียที่เข้ามาในอินเดียเรียกชาวอารยันที่อยู่ที่แม่น้ำ Sindhu เพี้ยนไปว่าฮินดูซึ่งศาสนาทั้งสองนี้มีการแก้ไขพัฒนามาตลอดเวลา มีคัมภีร์อรันยะกะ (Aranyakas) และอุปนิษัท (Upanishads) ซึ่งพระสิทธัตถะคงเคยศึกษาคัมภีร์เหล่านี้เล่มแรกที่อธิบายถึงธรรมชาติ จักรวาลวิญญาณของมนุษย์ การเกิดใหม่ของมนุษย์ กฎแห่งกรรม และการวนเวียนตายเกิด โดยเชื่อว่าพรหมหรือปรมาตมันเป็นต้นวิญญาณสูงสุดในจักรวาล และมีส่วนย่อยเป็นอาตมัน หรือชีวาตมันมาอยู่ในคนต่างๆ ถ้าคนเหล่านี้ได้บำเพ็ญเพียรและประกอบพิธีกรรมต่างๆอาจทำให้เขาพ้นทุกข์ได้ ไม่เกิดอีก โดยอาตมันของตัวเองเข้าไปรวมกับปรมาตมันได้ สำหรับคัมภีร์อุปนิษัทอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมคล้ายพุทธศาสนา แต่ผิดกันในรายละเอียด โดยถือว่าเมื่อตายแล้วต้องไปขึ้นศาลพระยายมพิพากษาความผิด เมื่อรับโทษในนรกแล้วจะไปขึ้นสวรรค์ พระสิทธัตถะได้ศึกษาคัมภีร์เหล่านี้แล้วคงจะยังไม่พอใจ เพราะอธิบายธรรมชาติไม่ได้ทั้งหมด ความเป็นเหตุเป็นผลไม่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามพระสิทธัตถะคงจะต้องศึกษาให้ครบถ้วนตามวิชาการที่มีในครั้งนั้น ซึ่งมุ่งในทางประกอบพิธีกรรมและบำเพ็ญเพียร จึงได้มุ่งไปหาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคนั้นคือ อาฬารดาบส ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งก็ได้สั่งสอนให้จนหมดฝีมือ

    ต้องขอย้อนไปเขียนถึงกฎการเวียนว่ายตายเกิดก่อนว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้บำเพ็ญเพียรบารมีมาในชาติภพต่างๆเป็นที่ยิ่งแล้ว ดังนั้นตั้งแต่เยาว์วัยจึงมิใช่เด็กธรรมดาอย่างเราๆ ขณะที่ทรงพระเยาว์ได้ติดตามพระราชบิดาไปในพิธีแรกนาขวัญ ขณะนั่งรออยู่ใต้ต้นไม้จิตได้เข้าสู่สมาธิจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นระดับของจิตที่เป็นสมาธิตั้งมั่นได้แล้ว ซึ่งทำให้เจ้าชายเข้าใจเรื่องของจิต ของธรรมชาติมากอยู่แล้วโดยยังไม่มีใครสอน เมื่อได้มาปฏิบัติศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส จนสามารถสำเร็จการปฏิบัติจิตถึงรูปฌาน 4 และอรูปฌาน 3 เท่าอาจารย์ แล้วจึงไปศึกษาต่อกันอุทกดาบสจนได้อรูปฌาน 4 ซึ่งเป็นฌานขั้นสูงสุดเท่าอาจารย์ พระสิทธัตถะก็เห็นว่าการปฏิบัติและพิธีกรรมเหล่านี้คงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ในระยะนั้นได้มีศาสดาจำนวนมากสละทางโลกออกบวชเรียกว่า “สมณะ” เช่นเดียวกัน มีลัทธิมากมายที่สำคัญได้แก่ ลัทธินิครนถ์ หรือลัทธิเชน ซึ่งเชื่อว่าโลกประกอบด้วยธาตุ 2 อย่างคือ อชีวะ (ไร้จิตใจ) และชีวะ (มีจิตใจหรือวิญญาณ) ซึ่งชีวะนี้ถูกกรรมห่อหุ้มไว้ ผู้ที่ต้องการหลุดพ้นต้องทำลายกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ เพื่อกรรมสิ้นไปทุกข์จึงหมดไป เมื่อทุกข์หมดไปเวทนาจึงสิ้นไป ทุกข์ทั้งหลายจึงเสื่อมสลาย บุคคลนั้นจึงก้าวสู่ความบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันเสื่อม ดังนั้นนักบวชต้องเว้นการเบียดเบียนสัตว์ เช่น เดินต้องระวังไม่เหยียบสัตว์ งดพูดเท็จ งดลักขโมย งดเสพเมถุน ต้องสละสมบัติทุกอย่างไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เครื่องนุ่งห่มก็ไม่มี งดกินอาหารกลางคืน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายข้อพระพุทธองค์ได้นำมาเป็นศีล 5 ในศาสนาพุทธ โดยเดินสายกลาง แทนที่จะเป็นแบบสุดโต่งเกินไปที่คนปกติทำไม่ได้อย่างลัทธิเชน

    ในยุคนั้นบรรดาสมณะทั้งหลายใช้วิธีทรมานตนด้วยวิธีต่างๆ เช่น เอาชีวิตเป็นเดิมพันด้วยการอดอาหาร พระสิทธัตถะก็ได้ทดสอบปฏิบัติด้วยตนเองเพราะยังหาวิธีให้หลุดพ้นไม่ได้ ขณะนั้นพระสิทธัตถะปฏิบัติความเพียรอยู่ที่อุรุเวลาเสนานิคมริมแม่น้ำเนรัญชรา การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนี้ทำให้นักบวชห้าคนคือปัญจวัคคีย์ศรัทธามาก ได้ติดตามรับใช้โดยหวังว่าถ้าพระองค์บรรลุธรรมแล้วจะมาสั่งสอนตน พระสิทธัตถะได้ปฏิบัติตนจนร่างกายซูบผอมเหลือแต่โครงกระดูกก็ไม่สามารถบรรลุธรรมที่ต้องการได้ จึงเห็นว่าวิธีทรมานตนนี้ไม่ถูกต้อง จึงหยุดทรมานตนและเริ่มฉันอาหาร ทำให้ปัจจวัคคีย์หมดความศรัทธาละทิ้งพระพุทธองค์ไปอยู่แคว้นพาราณสี พระสิทธัตถะได้เสวยอาหารจนทำให้ร่างกายมีเนื้อหนังและมีกำลังกลับขึ้นมา ย้อนระลึกได้ว่าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์พระองค์เคยทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจจนได้ปฐมฌาน ทำให้จิตมันมีพลังในการพิจารณาสิ่งต่างๆ จึงน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง ดังนั้นในเช้าวันหนึ่งนางสุชาดาซึ่งเป็นลูกสาวหัวหน้าบ้านเสนานิคม ได้นำอาหารอย่างดีจะมาแก้บนได้เห็นพระสิทธัตถะนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา คิดว่าเป็นเทวดาจึงถวายอาหาร และในเย็นวันนั้นเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปอีกฝั่งหนึ่ง นายโสตถิยะคนหาบหญ้าได้นำฟ่อนหญ้ามาถวายและปูลาดเป็นที่ประทับโคนต้นโพธิ์ คืนนั้นซึ่งเป็นคืนวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันอังคาร ปีวอก ก่อนพุทธศักราช 45 ปี) พระสิทธัตถะจึงนั่งขัดสมาธิหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก อธิษฐานจิตว่า “ถ้าไม่ได้บรรลุอริยธรรม จักไม่ลุกขึ้น แม้เนื้อเลือดจักแห้งเหือดไปเหลือแต่หนัง เอ็นกระดูกก็ตาม” แล้วทรงบำเพ็ญภาวนาสมาธิ และทรงปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุญาณขั้นสูงสุด และทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองถึงธรรมะทั้งปวง สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทโธพระพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือนหกใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั่นเอง รวมเวลาที่ได้มุ่งศึกษาปฏิบัติหาทางหลุดพ้น ทั้งสิ้น 6 ปี

    พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

    บางท่านอ่านดูแล้วอาจรู้สึกว่าพระสิทธัตถะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน เพียงอธิษฐานจิตเพียงคืนเดียว ต้องอย่าลืมว่าตลอดเวลาที่ได้ออกจากวังเมื่ออายุ 29 ปี เพียรปฏิบัติศึกษาในสำนักต่างๆจนถึงขั้นสูงสุดเป็นเวลา 6 ปี และความรู้ต่างๆในขณะนั้นเป็นรูปร่างค่อนข้างดีแล้ว เช่นในเรื่องของจิต เรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องของทุกข์ เรื่องของกรรม เรื่องของศีล เรื่องของการละกิเลส ฯ เพียงแต่ยังไม่ถูกต้องเที่ยงตรงทั้งหมด และไม่ประติดประต่อเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และยังไม่สามารถหาหนทางพ้นทุกข์ได้ เมื่อจิตของพระองค์เป็นอัปปนาสมาธิแล้วน้อมจิตเป็นวิปัสสนาญาณ ทำให้เกิดปัญญา เกิดพระญาณขึ้นตามลำดับ ทรงพิจารณาล่วงรู้เข้าใจทุกสิ่ง เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ในยามต้นคืนนั้น ทรงได้บุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถย้อนระลึกชาติของพระองค์ได้ย้อนหลังไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเข้าใจเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องทุกข์โทมนัสของชีวิตที่ได้ผ่านมา ดังที่พระองค์ได้กล่าวเปรียบเทียบชีวิตที่ผ่านมาของพระองค์และของคนอื่นในภายหลังว่า กระดูกกองเท่าภูเขาพระสุเมรุ และน้ำตาที่เกิดจากความทุกข์โศกมากกว่าน้ำในมหาสมุทร นั่นเอง

    เมื่อได้เข้าใจถึงภพชาติต่างๆของพระองค์แล้วต่อมาใช้วิปัสสนาญาณ ทรงได้จุตูปปาตญาณ คือรู้แจ้งในเรื่องเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด เข้าถึงชาตินั้นๆของสัตว์ทั้งหลายว่าเกิดมาด้วยกรรมของตน กรรมเป็นเหตุวิบากเป็นผล ทำให้เข้าใจถึงความต่อเนื่องของชีวิตสัตว์ทั้งหลายในวัฏสงสาร

    ต่อมาในเวลาใกล้สว่างทรงได้อาสวักขยญาณ คือเข้าใจถึงความต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ของชีวิตคือสิ่งที่พระองค์เทศนาภายหลังเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท รู้ถึงอริยสัจสี่ว่าอะไรเป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางแห่งการดับทุกข์ให้สิ้นคือดับกิเลสทั้งปวง กองทุกข์ทั้งปวงให้ดับไป เป็นวิมุตติ คือการหลุดพ้น ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เปรียบเหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้น ความมืดก็หายไป สิ่งที่เคยถูกความมืดปกคลุมไว้ทุกอย่างจึงปรากฏขึ้นให้เห็นแจ้ง ทำให้พระองค์สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทโธพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทำให้โลกซึ่งว่างจากพระพุทธเจ้ามาเป็นเวลานานแสนนานได้มีพระพุทธเจ้าอีกหนึ่งพระองค์ได้เกิดขึ้นในโลกนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นบุญกุศลแก่บรรดามวลมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายในภพภูมิต่างๆได้รับบุญกุศล และมีโอกาสได้ปฏิบัติตามคำสอนที่พระองค์ค้นพบจนสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์เกิดแก่เจ็บตายได้

    หลังตรัสรู้พระพุทธเจ้าทรงดำเนินชีวิตอย่างไร

    ภายหลังคืนตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงอยู่ในวิมุตติสุขคือเป็นความสุขสงบที่สุดที่ได้รับพระสัมโพธิญาณ ได้ทรงใช้เวลาตอนต้นนี้พิจารณาทบทวนพระธรรมคำสอนทั้งปวงและพิจารณาสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงที่จะทรงสั่งสอน ทรงเปลี่ยนสถานที่นอกจากประทับใต้ต้นศิริมหาโพธิ์แล้วยังประทับใต้ต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียงสัปดาห์ละต้นตามทิศต่างๆจนครบ 49 วัน พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้เปรียบเสมือนใบไม้สีเสียดในป่า แต่สิ่งที่พระองค์จะนำมาสอนนั้นเพียงใบไม้ในกำมือเดียว ตามที่ต่อมาพระองค์ได้เทศนาสอนพระภิกษุสงฆ์ ณ เมืองโกสัมพี ในป่าประดู่ลายดังนี้

    ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วมีอยู่มากมายนัก
    แต่เราไม่ได้บอกแก่เธอทั้งหลาย
    สิ่งที่เราได้บอกแก่เธอทั้งหลายมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    เพราะเหตุใดเล่าภิกษุทั้งหลาย
    ที่เราไม่ได้บอกแก่เธอภิกษุทั้งหลาย
    สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์เลย
    ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะยังชีวิตให้บริสุทธิ์
    ไม่เป็นสิ่งที่นำให้เกิดความเบื่อหน่าย ความสงบ
    ความระงับ ความเยือกเย็น ความเข้าใจอย่างสมบูรณ์
    ความรู้แจ้งแทงตลอด และนิพพาน
    นี่แหละภิกษุทั้งหลาย คือเหตุที่ทำไมเรา
    จึงไม่บอกสิ่งเหล่านี้แก่เธอ


    พระองค์ตระหนักดีว่าธรรมะที่ทรงค้นพบมีความลุ่มลึก เฉพาะผู้มีปัญญาเท่านั้นจะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตน และสุดแต่กรรมบารมีของชนทั้งหลาย ซึ่งในระยะนั้นในชมภูทวีปได้มีศาสนา ลัทธิ ความเชื่อถือต่างๆอย่างแน่นแฟ้นอยู่มากและนานมาแล้ว เป็นการยากที่จะให้คนเหล่านี้เข้าใจ หลายครั้งพระองค์ท้อถอยที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าออกสั่งสอนโปรดสัตว์ทั้งหลาย แต่ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะใช้เวลาพยายามสอนสัจธรรมที่พระองค์เพิ่งค้นพบแก่สัตว์โลกทั้งหลาย โดยทรงเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ดอกที่อยู่เหนือน้ำก็มีโอกาสบานรับแสงอาทิตย์เปรียบได้กับผู้มีปัญญาและบารมีสูงพร้อมจะเข้าถึงธรรม ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำเทียบกับผู้มีปัญญาปานกลางต้องศึกษาปฏิบัติมากจึงจะบรรลุธรรม ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำก็คงมีเวลาชูดอกขึ้นพ้นน้ำเปรียบกับคนที่มีปัญญาน้อยต้องเคี่ยวเข็ญมาก ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจธรรม แต่ดอกที่อยู่ลึกหรืออยู่ใต้โคลนตมก็หมดโอกาสคงเป็นอาหารของเต่าปลาไป เป็นกลุ่มมนุษย์ที่หมดโอกาสจะเข้าใจธรรม ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงสุดแต่กรรมบารมีของสัตว์โลกเหล่านั้น

    บุคคล 2 คนแรกที่ทรงนึกถึงจะไปทรงโปรดก็คืออาจารย์อุทกดาบสและอาฬารดาบส แต่ทั้งสองท่านก็สิ้นชีวิตไปแล้ว จึงนึกถึงปัญจวัคคีย์ผู้เคยปฏิบัติพระองค์มาก่อนจึงได้ตามไปหาทั้งห้าคนที่สวนกวางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ซึ่งเบื้องต้นทั้งห้าคนไม่ต้อนรับแต่พระพุทธองค์ทรงให้อภัยและแจ้งแก่เขาทั้งหลายว่าพระองค์ได้พบวิธีพ้นทุกข์แล้ว และได้เทศนาให้ฟังเป็นครั้งแรก เรียกว่าปฐมเทศนา คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพื่อแสดงธรรมให้ฟังว่าทรงตรัสรู้อย่างไร ซึ่งกล่าวถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) และทางดับทุกข์ ได้แก่ มรรค 8 และอริยสัจ 4 และช่วงสุดท้ายสอนว่าที่เรียกว่าตรัสรู้มีลักษณะอย่างไร คือจักษุเห็นธรรม ญาณหยั่งรู้ ปัญญารู้แจ้ง วิชชารู้แจ้ง และอโลภ ความสว่างทั่วของจิต เมื่อเทศน์จบ นักบวชผู้อาวุโสที่สุดคือ อัญญาโกณฑัญญะ ก็สำเร็จอรหันต์เป็นองค์แรก แล้วได้ทรงสอนต่อจนทั้งห้าคนบรรลุอรหันต์ทั้งสิ้น จึงทรงบวชให้เป็นพระภิกษุ นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้องค์สามของพุทธศาสนาคือพระรัตนตรัยสมบูรณ์เป็นครั้งแรก คือมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หลังตรัสรู้ 60 วัน ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ที่ปัจจุบันเรียกว่าวันอาสาฬหบูชา

    ต่อมาก็ได้เทศนาสอนบุคคลที่ได้ฝึกตนมาด้วยวิธีต่างๆมาก่อนแล้วจนสำเร็จเป็นอรหันต์อีกหลายพวก เช่น ยสะ ลูกเศรษฐีเมืองพาราณสีพร้อมเพื่อนอีก 54 คน ซึ่งต่อมาได้บวชเป็นภิกษุ พระพุทธองค์ได้ส่งอรหันต์ชุดแรกทั้ง 60 องค์นี้ออกเผยแพร่ธรรมะในทิศทางต่างๆกัน ทิศละ 2 องค์ โดยอนุญาตให้พระอรหันต์เหล่านี้บวชพระภิกษุได้ ในเวลาเดียวกันนั้นพระพุทธองค์ก็เดินทางไปตามเมืองต่างๆเทศนาสอนธรรมะแก่กลุ่มคนที่ทรงเห็นว่ายังประโยชน์ โดยเฉพาะคนวรรณะต่ำซึ่งในระยะนั้นถือเป็นบุคคลที่ถูกเหยียดหยามอย่างที่สุด โดยพระองค์พยายามจะทำลายกำแพงแห่งวรรณะนี้เรียกได้ว่าพระองค์เป็นนักประชาธิปไตยคนแรก และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนพระองค์แรกในโลกเช่นเดียวกัน ได้ทรงอธิบายเปรียบเทียบว่ามนุษย์วรรณะต่างๆก็เปรียบเสมือนแม่น้ำสายต่างๆสายเล็กสายน้อย น้ำขุ่นน้ำใส แม้กระทั่งพระแม่คงคาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์แต่เมื่อไหลแล้วก็ต้องไปรวมกันในทะเลแล้วจะไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนไหนมาจากไหนฉันใดฉันนั้น พระพุทธองค์คงประสบผลสำเร็จในเรื่องนี้บางส่วนแต่ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผู้ที่ยึดมั่นในวรรณะทั้งหลาย ซึ่งแม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีชนชั้นวรรณะอยู่ในอินเดีย

    เมื่อได้เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองนครได้ฟังธรรมแล้วมีความศรัทธา จึงได้ถวายสวนเวฬุวันเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และพระสงฆ์ เวฬุวนารามจึงนับเป็นวัดแรกของพุทธศาสนา ต่อมาพระพุทธองค์ได้บวชนางปชาบดี น้องสาวของพระพุทธมารดาซึ่งได้เลี้ยงดูพระองค์ขณะเป็นพระกุมาร เป็นภิกษุณีองค์แรก พระนางพิมพาพระชายาก็ได้มาบวชเช่นเดียวกัน ทั้งสององค์ได้บรรลุอรหันต์

    หลังจากตรัสรู้ได้ 9 เดือน ตรงกับคืนวันเพ็ญเดือน 3 ได้มีปรากฏการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ในยุคนั้นมิได้มีช่องทางติดต่อใดๆกันเลย แต่บรรดาอรหันต์ 1,250 รูป ที่ได้บวชในพระพุทธศาสนาและแยกย้ายกันไปอบรมสั่งสอนคนในที่ต่างๆ ได้มารวมพร้อมกันที่สวนเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ เพื่อฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ทรงเทศน์โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งหมายถึงการละเว้นไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้สมบูรณ์ การทำจิตตนให้ผ่องแผ้ว เพื่อพระอริยสงฆ์ทั้งหลายจะได้เผยแพร่คำสอนแก่ประชาชนต่อไป วันนั้นจึงถือเป็นวันพิเศษทางศาสนาพุทธ คือวันมาฆบูชา คงจะเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ปฏิบัติจนจิตถึงขั้นพระอรหันต์แล้ว ย่อมติดต่อทางจิตระหว่างกันได้ รวมทั้งจิตมีตัวรู้ มีปัญญาอยู่ จึงสามารถรวมพระสงฆ์ถึง 1,250 รูป ที่กระจัดกระจายกันไปทั่วทวีปอันใหญ่โตให้มาพร้อมกันในวันนั้นได้

    พระพุทธองค์ได้ทนลำบากพระวรกาย เดินด้วยพระบาทไปเผยแพร่พระธรรมคำสอนตามเมืองใหญ่น้อยในชมภูทวีปแตั้งแต่พระชนมายุ 36 ปี จนถึง 80 ปี รวมเวลา 45 ปี โดยในระยะ 25 ปีหลังได้ประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ที่รุ่งเรืองที่สุด มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นเจ้าครองนครซึ่งมีความศรัทธาอย่างมากในพระศาสนา นอกจากนี้ยังมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ศรัทธาถวายสวนเชตวันให้พระองค์ประทับอยู่เป็นเวลาถึง 19 ปี และนางวิสาขาได้สร้างบุปผารามเป็นอารามใหญ่สำหรับสงฆ์ถวาย ซึ่งพระองค์ก็ประทับอยู่ 6 ปี

    พระพุทธองค์ทรงนิพพานอย่างไร

    เมื่ออายุ 80 ปี พระองค์ประชวรตามอายุขัยและได้กำหนดปลงสังขารไว้ล่วงหน้าพระพุทธองค์ได้เคยให้โอกาสพระอานนท์ที่จะทูลขอให้มีพระชนม์ชีพต่อไปได้หลายครั้ง โดยตรัสว่าผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนถึงอิทธิบาท 4แล้ว หากต้องการมีชีวิตอยู่ถึงกัปป์หนึ่ง (100 ปี) หรือเกินกว่าย่อมทำได้ แต่พระอานนท์ไม่ได้เฉลียวใจจึงไม่ได้ทูลขอให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อไป พระองค์เห็นว่าพระศาสนาของพระองค์ตั้งมั่นดีแล้วจึงได้กำหนดปลงสังขารในเวลา 3 เดือน พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์และสาวกส่วนหนึ่งเดินทางผ่านเมืองราชคฤห์ เมืองเวสาลี จนถึงเมืองปาวา ในเช้าวันนั้นได้เสวยอาหารที่นายจุนทะได้ถวายที่เรียกว่า สูกรมัททวะ ซึ่งเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ทรงรู้ว่ามีพิษ แต่ไม่ให้สงฆ์อื่นฉัน ให้นำไปฝังเสียทั้งสิ้น หลังจากนั้นมีอาการประชวรถ่ายเป็นเลือด ได้เสด็จต่อไปจนถึงป่าสาละของเมืองกุสินารา ซึ่งเป็นเมืองเล็กที่กำหนดเป็นที่จะเสด็จปรินิพพานเพื่อมิให้มีผลกระทบแก่คนทั้งหลายในเมืองใหญ่ ได้หยุดประทับใต้ต้นสาละคู่หนึ่ง ประทับนอนหันพระเกศไปทางทิศเหนือและเตรียมจะปรินิพพาน แม้ในวาระสุดท้ายนี้ก็ยังได้แก้ปัญหาธรรมะแก่สุภัททะที่มาขอเข้าพบและขอบวช จึงเป็นพระสงฆ์องค์สุดท้ายที่ได้บวชในเวลาที่พระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ก่อนปรินิพพานพระพุทธองค์ได้ตรัสเทศนาว่า “ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาแห่งเธอทั้งหลายโดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา” วาระนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันอังคาร ปีมะเส็ง นับเป็น พ.ศ.1) พระพุทธองค์ได้ประทับนอนไสยาสน์ แขนขวาหนุนเศียร และได้กล่าวโอวาทแก่บรรดาสาวกเป็นครั้งสุดท้ายคืออปมาทธรรม คือให้เร่งความเพียรเพื่อช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ให้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งปวงโดยพระพุทธองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” แล้วก็หลับพระเนตรเข้าสู่อัปปนาสมาธิแล้วเลื่อนระดับจิตไปตามวาระต่างๆจนสู่ปรินิพพาน รวมพระชนมายุได้ 80 ปี หลังจากได้เสด็จโปรดสัตว์โลกทั้งหลายอยู่เป็นเวลา 45 ปี ตามกฎแห่งอนิจจังของพระองค์ โลกจึงได้สูญเสียมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนด้วยเวลาเพียงนี้ คงเหลือแต่ธรรมะของพระองค์ที่เป็นตัวแทนของพระองค์ ซึ่งพระธรรมคำสอนทั้งหมดรวบรวมได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งนับเป็นศาสนาที่มีรายละเอียดยิ่งกว่าศาสนาใดๆและให้ไว้โดยองค์บรมศาสดาเอง ไม่ใช่ผู้อื่นมาแต่งเติมขึ้นภายหลัง พระองค์ไม่ปิดบังคำสอนใดๆนอกจากที่เห็นว่าไม่ควรสอนและสอนทุกคนเสมอเหมือนกัน พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา พระพุทธองค์จึงยังคงอยู่ในจิตของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายที่จะยึดมั่นดำเนินตามหลักธรรมดังนั้นคำสอนของพระองค์สืบต่อไป เพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการยึดถือด้วยความเชื่ออย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิบัติ ดังที่ได้เทศนากับบรรดาภิกษุสงฆ์ว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จงยอมรับนับถือและเชื่อฟังคำสั่งสอนของตถาคตต่อเมื่อได้ตรวจสอบดูอย่างแน่ชัดแล้ว จงอย่ารับเอาเพียงแต่อาศัยความเคารพนับถือที่มีต่อตถาคตเท่านั้นเป็นอันขาด

    ถึงแม้เวลาจะล่วงมา 2,543 ปีแล้ว แม้นว่าธรรมและการปฏิบัติบางข้ออาจบิดเบือนไปจากสาวกหรือผู้ศรัทธาเลื่อมใสบางส่วนแต่สัจธรรมที่เที่ยงแท้ยังคงอยู่ และสืบต่อโดยพระอริยสงฆ์ที่ยังไม่เคยหมดไปจากโลก แม้ว่าพระพุทธองค์จะล่วงลับไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม

    มีผู้พยายามตอบคำถามว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยโรคอะไร และสูกรมัททะวะที่นายจุนทะใส่บาตรให้ฉันนั้นคืออะไร ซึ่งคำตอบที่มีผู้พยายามอธิบายว่าพระพุทธเจ้าประชวรโรคอะไรคงจะเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ไร้สาระเพราะข้อมูลที่มีไม่เพียงพอจะระบุแน่ชัดได้ จึงเป็นการเดา ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์ได้ตรากตรำพระวรกายถึง 45 ปี เดินทั่วชมภูทวีปจนมีอายุ 80 ปี สังขารย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดาและได้กำหนดปลงสังขารล่วงหน้าไว้ 3 เดือนแล้ว ดังนั้นถึงแม้สูกรมัททะวะไม่ว่าจะเป็นหมูหรือเป็นเห็ดที่หมูชอบก็ตาม พระพุทธองค์รู้ว่ามีพิษที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ผู้อื่นจึงให้ฝังเสียทั้งหมด แต่พระองค์ฉันตามที่ได้รับบาตรไว้ตามเจตนาของนายจุนทะที่ถือเป็นอาหารชนิดพิเศษโดยไม่รู้ว่าเป็นพิษ และเป็นเพียงเหตุเสริมที่ทำให้พระพุทธองค์ปรินิพพานในวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว พระพุทธองค์ยังเป็นห่วงว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว นายจุนทะจะได้รับผลร้ายจากผู้อื่นว่าทำให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานจึงได้บอกแก่พระอานนท์ว่าการบิณฑบาตรที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าบิณฑบาตรอื่นๆ มี 2 ครั้งคืออาหารที่นางสุชาดาถวายที่บริโภคแล้วตรัสรู้ครั้งหนึ่ง และอีกครั้งคืออาหารที่พระพุทธองค์บริโภคแล้วปรินิพพานที่นายจุนทะถวาย เพราะทั้งสองกาลเป็นกรรมที่ผู้ถวายทั้งสองได้สั่งสมมานับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่

    สังเวชนียสถานคืออะไร

    ก่อนจะปรินิพพาน พระอานนท์ได้ถามพระพุทธองค์ว่าเมื่อปรินิพพานไปแล้วจักมีสิ่งใดที่พระภิกษุและผู้ศรัทธาจะได้เห็นเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าตอบว่าสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติที่ตรัสรู้ ที่ยังธรรมจักรให้เป็นไป (ที่แสดงปฐมเทศนาที่อิสิปตนมฤคทายวัน) และสถานที่ปรินิพพาน เป็นสถานที่ 4 แห่งที่พุทธบริษัททั้งสี่ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาควรได้เห็นได้ระลึกด้วยจิตที่เลื่อมใส เมื่อถึงกาละจักเข้าสู่สุคติคือสวรรค์โดยแน่แท้

    ผู้เขียนได้มีโอกาสไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดียเมื่อกุมภาพันธ์ 2543 (รายละเอียดในวิชัยยุทธจุลสาร ฉบับที่ 16 พฤษภาคม – สิงหาคม 2543) ทำให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับพระพุทธองค์มากขึ้นกว่าที่อ่านจากหนังสือ เพราะพระเจ้าอโศกมหาราชที่ครองอินเดียใน 230 ปีหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานได้สร้างหลักฐานถาวรต่างๆไว้ที่สังเวชนียสถานทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่ประสูติซึ่งปัจจุบันอยู่ในเนปาล วังพระเจ้าสิทธัตถะ วังพระเจ้าสุทโธทนะ ที่ๆนางสุชาดาถวายอาหาร ต้นโพธิ์ตรัสรู้ ที่แสดงปฐมเทศนา ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ที่ปรินิพพานที่กุสินารา และทุกตำแหน่งที่พระพุทธองค์เสด็จไปตลอดเวลา 45 ปี ไม่ว่าจะเป็นกุฏิที่เขาคิชกูฏ และที่วัดเชตวัน เวฬุวันวิหาร ชีวกัมพวัน ที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ ที่เสด็จจากดาวดึงส์ สังกัสสะนคร ไปจึงถึงบ้านองคุลีมาล บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บริเวณที่เทวทัตและนางจิญจมาณวิกาถูกธรณีสูบ ที่ปลงสังขาร ณ ปวาลเจดีย์ ได้ตระหนักว่าพระพุทธองค์ได้จารึกด้วยพระบาทไปตลอดอินเดียตอนเหนือเป็นระยะทางไกลมาก แสดงถึงเมตตาธรรมที่สูงส่งของพระพุทธองค์ต่อโลก ได้เห็นความสมถะเรียบง่ายของพระพุทธองค์ทั้งๆที่มีบารมียิ่งใหญ่กว่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายในยุคนั้น แต่กุฏิทั้งที่เขาคิฌชกูฏและที่เชตวันมีขนาดเล็กมาก ได้เข้าใจว่าเหตุใดพระพุทธองค์จึงประสูติที่ชมภูทวีป เพราะแม้ใน 2,600 ปีผ่านมา ยังไม่มีที่ใดในโลกที่เห็นความแตกต่างของทุกข์และสุขมากเท่าอินเดีย ได้เข้าใจว่าเหตุใดพุทธศาสนาจึงเสื่อมสลายไปจากอินเดียหลังที่เจริญอยู่ถึงพันกว่าปี ได้เห็นซากของนาลันทาที่ถูกทำลายจึงเข้าใจถึงความร้ายแรงของผลลัพธ์จากข้อแตกต่างในความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา และที่สำคัญที่สุดคือได้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพุทธศาสนาเป็นที่สุด เพราะเป็นศาสนาเดียวที่มีศาสดาเป็นมนุษย์อย่างเราๆที่ตรัสรู้สัจธรรมด้วยพระองค์เอง ไม่ต้องรับคำสั่งจากเทพเจ้าใดๆและยังเป็นศาสดาของทวยเทพทั้งปวง เป็นสัจธรรมที่เป็นความจริงถูกต้องตลอดกาล และเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด และเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ควรที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พึงหาโอกาสไปนมัสการสังเวชนียสถานที่สำคัญทั้งสี่แห่ง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มพูนความเข้าใจ ความศรัทธา และเชื่อมั่นในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นบุญกุศลที่สำคัญแก่ผู้ได้ไปนมัสการด้วยความศรัทธาด้วย

    home back
    กลับหน้าศาลา