home back
สัจธรรมคำสอนที่สำคัญของพุทธศาสนา
  • กรรมคืออะไร
  • ทำกรรมดีไม่ได้ดี
  • กิเลสคืออะไร
  • ทำไมพุทธศาสนาไม่เน้นเรื่องความสุขที่ทุกคนต้องการ
  • ทำไมพุทธศาสนาเน้นเรื่องทุกข์
  • อริยสัจ สี่ สำคัญอย่างไร
  • ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร
  • ไตรลักษณ์หมายความอย่างไร
  • นิพพานคืออะไร พระอรหันต์ มีจริงหรือ
  • หากท่านมีคำถามเหล่านี้ในใจ กรุณาอ่านต่อไป บทความข้างล่างนี้มีคำตอบ

    โดย
    นพ. สมพนธ์ บุญยคุปต์

    กรรมคืออะไร

    เรามักจะพูดถึงคำว่า กรรม อยู่เสมอ ส่วนมากมักจะพูดถึงในทางไม่ดี เช่น เคราะห์กรรม สุดแต่บุญกรรม และมักจะยอมรับและเข้าใจกันเรื่องกรรม จนพูดกันเสมอว่า ทำความดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีศาสนาใดให้ความสำคัญเรื่องกรรมมากเท่าศาสนาพุทธ เป็นหัวใจของสัจธรรมข้อหนึ่ง แม้ว่าความเชื่อเรื่องกรรมนี้มีอยู่ ในลัทธิศาสนาอื่นก่อนพุทธศาสนา เช่น พราหมณ์หรือฮินดู แต่ความหมายและรายละเอียดแตกต่างกัน พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

    สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง
    รับมรดกหรือผลแห่งกรรมนั้น
    มีกรรมเป็นกำเนิด
    มีกรรมเป็นพวกพ้องเผ่าพันธุ์
    มีกรรมเป็นที่อาศัย
    ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลอันนั้น
    ไม่ว่าดีว่าชั่ว
    จักต้องได้ผลแห่งกรรมนั้นแน่นอน


    กรรมไม่ได้หมายถึง การกระทำ เพียงเท่านั้นแต่จะต้องมี เจตนา ของการกระทำนั้นด้วย จึงจะครบความหมายของกรรมในพุทธศาสนา ถ้าไม่มีเจตนาไม่เรียกว่ากรรม ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกว่าเจตนาคือกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว คนเราก็ลงมือกระทำการด้วยกายด้วยวาจาและด้วยใจ

    เรื่องกรรมนี้มีความละเอียดลึกซึ้ง เพราะยังได้แบ่งตามทางที่กระทำได้ 3 ทาง คือ กายกรรม ได้แก่ การกระทำทางกาย เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม วจีกรรม ได้แก่ กระทำทางพูดจา ได้แก่ พูดเท็จ พูดหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ และมโนกรรม คือกรรมที่เกิดจากความคิด ได้แก่ โลภ โกรธ หลง ซึ่งข้อท้ายนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าทำร้ายคนหรือสัตว์ ทุกคนรู้ว่าเป็นบาปกรรม แต่การคิดร้ายอยู่ในใจแท้ๆไม่มีใครรู้ ไม่น่ามีข้อเสียอะไรแต่ทางพุทธศาสนาก็ถือว่าเป็นกรรม

    นอกจากการแบ่งกรรมตามวิธีของการกระทำแล้ว แต่แบ่งตามประเภทหรือผลของกรรมได้แก่ กรรมดี (กุศลกรรม) และกรรมชั่ว (อกุศลกรรม) เมื่อมีการกระทำก็จะทำให้เกิด ผล ที่เรียก วิบากกรรม หรือบางคนเรียกสั้นๆว่า วิบาก เช่นเดียวกับการหว่านเมล็ดพืชย่อมได้ผลตามพืชที่หว่าน หรือเปรียบเหมือนรอยล้อเกวียนตามรอยเท้าโคไปตลอดฉนั้น แต่ไม่ว่าจะเกิดผลอย่างดีหรือเลว มนุษย์เราก็จะยังเกิดความต้องการหรือทะยานอยากขึ้นมาใหม่ จึงทำกรรมต่อไปใหม่ เป็นกระบวนการต่อเนื่อง เป็นเหตุและผล ซึ่งไม่ใช่เกิดจากพระผู้เป็นเจ้า หรือพระพรหมเป็นผู้กำหนด อย่างที่นิยมเรียกว่า พรหมลิขิต แต่ศาสนาพุทธถือว่า ตนลิขิต หรือ เราลิขิต หรืออาจเรียกว่า กรรมลิขิต เหตุที่ทำให้คนไม่ค่อยกลัวในการทำกรรมชั่วก็เพราะผลของกรรมอันนั้น บางอันไม่ได้เกิดทันทีที่กระทำหรืออาจเห็นผลไม่ทันในชาตินี้ หรือบางทีผลของกรรมเกิดขึ้นเจ้าตัวไม่รู้หรือไม่สามารถเอาไปเกี่ยวเนื่องกับกรรมที่ทำไป ซึ่งการทำกรรมและเกิดวิบากนี้ตรงกับหลักทางวิทยาศาสตร์ที่เรารู้ในปัจจุบัน คือ Action คือการกระทำใดๆทำให้เกิด Reaction คือปฏิกริยาตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ เพียงแต่ทางพุทธศาสนาลึกซึ้งมากกว่าทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

    กรรมนี้เป็นสิ่งเฉพาะตน ทางพุทธศาสนาถือว่าจะทำแทนกันหรือรับกรรมแทนกันไม่ได้ ถ้าทำบาปจะให้พระถ่ายบาปให้ก็ไม่ได้ จะขอให้พระเจ้า พระพรหมฯ ยกโทษหรือยกเว้นกรรมให้ก็ไม่ได้ ซึ่งต่างจากความเชื่อในศาสนาอื่นที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นผู้ตัดสินลงโทษหรือยกโทษให้ บางศาสนามีวันพิพากษา แต่ทางพุทธศาสนาให้มีการอโหสิกรรมกันได้ระหว่างผู้ทำกรรมไว้ต่อกันเท่านั้น แต่จะต้องเป็นการตกลงกันทั้งสองฝ่าย เราได้รับการสอนให้สวดมนต์ และแผ่เมตตาแก่สัตว์โลก และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขออโหสิให้แก่ผู้ทำกรรมต่อเรา และขอให้ผู้ที่เราก่อกรรมไว้ได้อโหสิต่อเรา ซึ่งจะเป็นการตัดบ่วงกรรม คือให้ผลของกรรมยุติลง มิฉะนั้นกรรมนั้นจะหมุนเวียนกันต่อไปไม่รู้จบ แต่ยังมีกรรมบางชนิดที่จะยกโทษหรืออโหสิกรรมกันไม่ได้ที่เรียกว่า อนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่รุนแรงที่สุดได้แก่ การฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายต่อพระพุทธองค์จนห้อพระโลหิต และยุแยงสงฆ์ให้แตกกัน ซึ่งในยุคปัจจุบันและอนาคตจะต้องระวังข้อสุดท้ายนี้ให้มากที่สุด เพราะมีความโน้มเอียงให้เกิดได้เสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนาหรือความรู้เท่าไม่ถึงการก็ตาม

    ทำกรรมดีไม่ได้ดี

    มีคนพูดกันเสมอว่า ทำกรรมดีไม่ได้ผลดี เพราะตนเองได้พยายามทำดีแล้ว แต่กลับเป็นทุกข์ไม่ได้รับความสุขหรือได้สิ่งที่ต้องการ คนบางคนพูดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่เข้าใจสัจธรรมของการเวียนว่ายตายเกิดว่า ชีวิตของเราในปัจจุบันนี้เป็นเพียงจุดเล็กๆจุดเดียว ในระยะทางอันยาวไกล กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้แต่ละชาติแต่ละภพ มีการสะสมเก็บไว้เพื่อเกิดผลในภายหน้าไม่มีที่สิ้นสุด และจะไม่มีการหักกลบลบหนี้กันระหว่างกรรมดีและกรรมชั่วที่ทำ ดังนั้น สิ่งที่ตัวทำดีไว้ยังไม่ออกผลแต่กรรมชั่วนี้ทำมาก่อนที่ได้มาแสดงผลแล้ว จึงทำให้ ทำดีได้ชั่ว และในทำนองกลับกันเห็นคนบางคนเป็นคนเลวทำแต่ความชั่ว คอรัปชั่น กินบ้านกินเมือง แต่ได้เป็นรัฐมนตรี จึงเกิดคำพูดที่ว่า ทำชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้เห็นกันอยู่ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะทำชั่วแล้วได้ดีแต่เป็นเพราะกรรมดีเก่ายังให้ผลอยู่ แต่จะไม่เป็นเช่นนี้ตลอดไป กรรมมีความยุติธรรมเสมอเพียงแต่จะต้องรอเวลาและดูผลรวม

    ทางศาสนาสอนไว้ว่า การทำดีแล้วจะได้ดีตอบนั้นจะต้องพร้อมด้วยสมบัติ 4 ประการ คือ

    มีคติสมบัติ คือการดำเนินชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดีหนึ่ง
    มีอุปธิสมบัติ คือมีร่างกายสมบูรณ์ดีหนึ่ง
    มีกาลสมบัติ คือมีกาลเวลาที่ถูกต้องหนึ่ง
    มีปโยคะสมบัติ คือมีการทำดีโดยสมบูรณ์ไม่บกพร่อง
    ดังนั้น ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองทำดีไม่ได้ดี ก็พึงพิจารณาว่าตนเองมีสมบัติทั้ง 4 นี้พร้อมแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะกาลสมบัติ

    เรื่องของกรรมเป็นเรื่องใหญ่แต่ละเอียดอ่อน หลักธรรม 84000 พระธรรมขันธ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรม เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับคนส่วนใหญ่ กรรมแรกที่ทำให้คนตายแล้วเกิดเรียกว่า ชนกกรรม ซึ่งเป็นตัวจำแนกให้เกิดในภพภูมิต่างๆกัน และถ้าเกิดเป็นมนุษย์ชนกกรรมจะเป็นตัวนำให้คนเกิดแตกต่างกัน สำหรับกรรมที่จะมีผลต่อชีวิตข้างหน้านั้น แยกได้สุดแต่ชนิดของกรรม คือ ครุกรรม หรือกรรมหนัก มีอำนาจเหนือกรรมใดๆทั้งสิ้นมีทั้งฝ่ายชั่วอย่างหนัก ฝ่ายดี เช่นการทำกุศลบารมี การทำฌาน ซึ่งจะนำไปเกิดสูงแน่นอน ส่วนกรรมฝ่ายชั่วอย่างหนัก ได้แก่การทำร้ายอรหันต์ การฆ่าพ่อแม่และสังฆเภท หรือยุแยงสงฆ์ให้แตกกันมีแต่ตกนรกอย่างเดียว รองลงมาคืออาสันนกรรม หรือกรรมที่ทำใกล้ตายจะมีผลต่อการเกิดในชาติหน้า ทุกศาสนาจึงให้นึกถึงคุณพระคุณเจ้า ฟังพระสวดมนต์ในเวลาจะสิ้นใจ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็สุดแต่จิตขณะดับยึดกับสิ่งนี้อยู่หรือไม่ ถ้าอยู่ได้ก็ได้ไปดี ต่อจากนั้นคือ อาจิณณกรรม คือ กรรมที่กระทำสม่ำเสมอ ถึงแม้มีน้ำหนักมาก แต่มีอิทธิพลต่ำกว่าในการสร้างภพใหม่ ซึ่งมีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เช่น คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่ทุกวัน แล้วเวลาอาสัณณกรรมจะให้นึกถึงพระคงเป็นไปได้ยาก คงจะต้องนึกถึงสิ่งที่ทำเสมอ และกรรมที่มีผลน้อยที่สุด คือ กตัตตากรรม คือกรรมเล็กน้อย ดังนั้นในเวลาที่คนจะสิ้นลมจึงมีความสำคัญ ต้องทำจิตให้กุศลเข้ามาหา นึกถึงแต่สิ่งดีๆที่เป็นกุศล เพื่อให้เป็นชนกกรรมนำไปสร้างภพสร้างชาติที่ดีต่อไป

    เคยมีผู้สงสัยว่าแก้กรรมได้หรือไม่ เพราะมีคนไปทำพิธีแก้กรรมกัน คำตอบคงจะมีได้ทั้งได้และไม่ได้ที่ไม่ได้คือ อนันตริยกรรมดังกล่าวแล้วอย่างหนึ่ง และคู่กรรมเขาไม่อโหสิกรรมให้อีกอย่างหนึ่ง แก้อย่างไรก็ไม่ได้ มีตัวอย่างว่าแม้แต่พระพุทธเองเคยเสด็จไปห้ามทัพพระเจ้าวิฑูฑภะ โอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งมีความแค้นต่อผู้ที่อยู่ในศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้าเอง ทรงห้ามสำเร็จถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะยกทัพมาเป็นครั้งที่ 3 พระพุทธองค์ไม่เสด็จไปห้าม ศากยวงศ์ถูกฆ่าทั้งเมือง พระอานนท์สงสัยจึงทูลถาม พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าว่าความแค้นและกรรมทั้งสองฝ่ายนี้เขามีกันมาก่อน เมื่อชาติก่อนผู้ที่อยู่ในศากยวงศ์ได้เอายาพิษโรยต้นน้ำ ทำให้บรรดาพวกที่ชาตินี้เป็นพระเจ้าวิฑูฑภะตายทั้งเมือง แต่ด้วยกรรมที่ทำทำให้กองทัพที่ได้ชัยชนะมาแล้วมาตั้งอยู่ริมแม่น้ำถูกพายุฝนน้ำท่วมพัดเสียชีวิตเกือบหมด เป็นตัวอย่าง อย่างไรก็ดีเนื่องจากเราไม่รู้ว่าเคยทำบาปทำกรรมอะไรบ้าง ดังนั้นตั้งใจแต่ทำกรรมดีและเวลาทำบุญกุศลครั้งใดก็ได้ตั้งจิตแผ่กุศลนั้นให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายและสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณให้เขา ส่วนเขาจะอโหสิให้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของวิบากที่เราต้องรับอยู่แล้ว

    กิเลสคืออะไร

    ในบรรดาสัจธรรมที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ กิเลส เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง คนทั่วไปพูดถึงคำว่ากิเลสเสมอ แต่มักจะเข้าใจไม่ถ่องแท้ถึงความหมายของ กิเลส ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นสิ่งไม่ดี คำว่ากิเลสทางพุทธศาสนามีความกว้างขวางลึกซึ้ง และถือว่ามีความสำคัญใหญ่หลวงต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ จึงควรทำความเข้าใจให้ดี ได้มีผู้จำแนกกิเลสออกได้ถึง 1,500 อย่าง แต่เมื่อรวบรวมเข้าเป็นกลุ่มแล้ว ย่อได้เพียง 5 อย่าง คือ โลภะ โทษะ โมหะ มานะ และทิษฐิ แต่ที่คนทั่วๆไปพูดถึงเพียง 3 ข้อแรก คือ โลภ โกรธ และหลง

    ในทางศาสนา กิเลสหมายถึงเครื่องเศร้าหมอง อันประกอบด้วย ตัณหา อุปาทาน และอวิชา ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในหลักธรรมที่สำคัญคือ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เกี่ยวกับเหตุและหนทางที่จะพ้นทุกข์ อันเป็นเรื่องใหญ่แต่จะขอนำมาเขียนไว้พอเป็นสังเขปตามลำดับ

    ตัณหา เป็นคำที่ฟังดูไม่ดีและเอียงไปทางด้านเกี่ยวกับทางเพศ เช่น ตัณหากลับ หรือมากตัณหา แต่ความหมายทางศาสนากว้างขวางกว่านี้มาก หมายถึง ความทะยานอยากได้ในสิ่งที่เกินกว่าธรรมชาติ ตัวอย่างที่พอเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น ถ้าคนหิวข้าวอยากกินข้าวตามธรรมดา พอให้หายหิว ไม่เป็นตัณหา ถ้าอยากกินอาหารตามเหลาดีๆเป็นตัณหา

    ในสังคมปัจจุบันมีปัจจัยส่งเสริมให้คนมีตัณหามากขึ้นกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และไม่มีข่าวสารทางโลกเข้ามาโน้มนำมากนัก ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เนท ดังนั้นความทะยานอยากได้สิ่งต่างๆจึงมีไม่มาก แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของประเทศ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ก็ติดตามไปถึง เรียกว่าอยู่ในโลกของข่าวสารข้อมูล คนอยู่ชนบทดูโทรทัศน์เห็นนางเอกบ้านสวยในละครก็อยากมี เบื่อบ้านหลังคามุงแฝกหรือมุงสังกะสี เห็นพระเอกมีรถยนต์หรูหราก็อยากได้ ทั้งๆที่เงินจะซื้อจักรยานยนต์ก็ยังไม่มี คนในเมืองก็อยากได้สิ่งที่ตนเองยังไม่มี ดังนั้นความเจริญของโลกเป็นเหตุกระตุ้นให้คนเกิดตัณหามากขึ้น

    ตัณหานี้แต่ละคนมีไม่เท่าเทียมกัน และเกิดขึ้นตามช่วงต่างๆของชีวิต ได้แก่ ตัณหาที่มีมาตั้งแต่เกิดติดมากับปฏิสนธิวิญญาณ รู้จักหิว อยากดื่ม อยากกินสิ่งที่ชอบ เมื่อคนเจริญเติบโตขึ้นได้รู้เห็นกับสิ่งเร้าต่างๆได้แก่ รูปรสกลิ่นเสียง ทำให้เกิดตัณหามากขึ้น แต่ละคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน ถ้าผู้ใดยังคุมตัณหาให้อยู่ในความพอดีก็จะไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นทุกข์ แต่ถ้าระงับไม่ได้ก็จะทำให้เกิดความผิดต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผิดศีลข้อต่างๆ ทำให้เกิดการปฏิบัติในทางมิชอบทั้งกาย วาจา และใจ

    ถึงแม้ตัณหาเป็นธรรมชาติฝ่ายอกุศลแต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ตัณหาก็มีส่วนดี และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่จะต้องมี จะตัดออกไปไม่ได้ (นอกจากอริยบุคคล) จึงไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะตัณหาที่อยากทำดีก็มีมาก และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของตนเองและสังคม แม้แต่ผู้รักษาศีลทำบุญทำทานภาวนา ก็เพื่อหวังผลในชาติหน้าหรือหวังนิพพาน ซึ่งนับเป็นตัณหาอย่างหนึ่ง ความสำคัญของการดำรงตนของมนุษย์ก็คือการคุมระดับตัณหาให้อยู่ในความพอดี

    ตัณหามีตัวเร้าอยู่ 6 ประการ คือความอยากเกี่ยวกับ รูป (รูปตัณหา) รส (รสตัณหา) กลิ่น (คันธตัณหา) เสียง (สัททตัณหา) สัมผัส (โผฏฐัพพตัณหา) และความอยากเสพอารมณ์ (ธัมมตัณหา) จึงเรียกตัณหา 6 และแต่ละอย่างสามารถแยกออกไปอีก 3 อาการ คือ

    1. กามตัณหา คือ ความทะยานอยากได้ ของตัณหา 6 ประการ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เช่น อยากได้ของสวยที่ตนไม่มีสิทธิได้ อยากรับทานอาหารทิพย์ อยากได้กลิ่นหอมของเทวดา อยากฟังเสียงจากสวรรค์ อยากมีรูปงามอย่างนางฟ้า อยากมีบ้านสวย ทำให้ไม่รู้จักพอ เป็นต้น
    2. ภวตัณหา คือ ความทะยานอยากเป็น อยากมี หรืออยากให้อยู่ เช่น อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อยากเป็นเจ้า อยากเป็นดารา นักร้อง จนถึงอยากนิพพาน ก็นับเป็นตัณหา
    3. วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากไม่ให้เป็น ไม่ให้อยู่ หรือให้พ้นไป ของสิ่งที่สมควรจะเป็น เช่น ไม่อยากแก่ ไม่อยากตาย ไม่อยากให้สิ่งที่มีอยู่หมดสิ้นไป หรือเชื่อว่าตายแล้วสูญไม่เกิดอีก ในความเป็นจริงลักษณะของตัณหาทั้ง 3 ประการนี้ไม่ได้เกิดตามลำพังแต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น กามตัณหา คือ อยากได้ เมื่อได้มาแล้วก็เป็นภวตัณหา คือ อยากให้อยู่ตลอดไป แต่เมื่อเบื่อก็เกิดวิภวตัณหา คืออยากให้พ้นไปจากตน จึงรวมเรียกว่า ตัณหา 3


    สรุปว่า ตัณหา 6 คือ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและใจ ก็ย่อมมีตัณหา 3 อยู่ด้วย คือ อยากได้ อยากให้อยู่ และอยากให้พ้นไป อยู่ร่วมด้วยทุกข้อ จึงรวมเป็นตัณหา 18 ซึ่งถ้าแบ่งเป็นภายนอกและภายในจะเป็นตัณหา 36 และถ้ายังแบ่งต่อไปโดยนับกาลเวลาว่าเป็นเมื่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต จึงเป็นตัณหา 108 ดังนี้

    ตัณหานี้แต่ละคนมีไม่เท่าเทียมกัน เพราะมี 3 ระดับ คือมีมาตั้งแต่เกิดติดมากับปฏิสนธิวิญญาณ เรียกอนุสัยกิเลส ทำให้คนเรารักตัวเอง จะมากหรือน้อยต่างกันออกไป ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่เมื่อเจริญเติบโตขึ้น กระทบกับสิ่งเร้ารูปรสกลิ่นเสียงใจ ก็เกิดตัณหามากขึ้น ซึ่งถ้ายังคุมให้อยู่ในสภาพอันควรได้ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าคุมตัณหาไม่อยู่ทำให้เกิดการละเมิดศีลต่างๆ ทำผิดต่างๆทั้งกาย วาจา ใจ ที่เป็นขั้นสุดท้ายเรียก วีติกรรมกิเลส อาจทำบาปด้วยวิธีต่างๆจนถึงการฆ่าให้ตาย

    อุปาทาน เป็นตัวกิเลสที่ต่อมาจากตัณหา คือเมื่อคนเรามีความทะยานอยากแล้วก็เกิดอุปาทานคือความหลงเชื่อผิดว่าเป็นของตน ทำให้มีการ ยึดถือ ไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะเป็นยศ ศักดิ์ สรรเสริญ บริวาร ทรัพย์สมบัติ หรือรูปกายของตน จะมีอุปาทานยึดมั่นว่าเป็นของตนทั้งสิ้น โดยลืมนึกไปว่าอย่าว่าแต่ของนอกกายเหล่านี้เลย แม้แต่ร่างกายของเรายังยึดไม่อยู่ มีป่วย มีแก่ชรา มีตาย สลายไป อุปาทานจึงเป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอันหนึ่ง ซึ่งอาจแยกสาเหตุได้หลายอย่าง ได้แก่

    อัตตวาทุปาทาน เป็นข้อสำคัญที่สุดคือความยึดมั่นว่าเห็นตนเองหรืออัตตาเป็นตัวเรา สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตนและยึดไว้ไม่ยอมปล่อย อันจะเป็นเหตุให้เกิดภพชาติต่อๆไป พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ยึดว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
    กามุปาทาน ความยึดมั่นในรูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัสและการบริโภคของที่มีที่ได้
    ทิฏฐปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็นของตนว่าเป็นสิ่งถูกต้องแน่นอน
    สิลพัตตุปาทาน ความยึดมั่นกับศิลพรต ซึ่งมีข้อยึดถือข้อปฏิบัติต่างๆกันว่าของตนถูกต้อง ซึ่งเป็นความงมงาย


    ซึ่งถ้าดูเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ที่เห็นคนเขาทะเลาะโต้เถียงกันอยู่ แบ่งพรรคแบ่งพวก จนถึงฆ่ากันตาย ก็เกิดจากข้อกามุปาทานกับทิฎฐปาทาน ในประเทศที่ต่างศาสนาตีกันฆ่ากันอยู่ก็จากสิลพัตตุปาทาน ต่างยึดมั่นของตน จนเกิดมีการสู้รบแย่งดินแดนกัน คนแย่งที่ดินกัน แย่งหญิงแย่งชายกัน ก็เป็นอัตตวาทุปาทานนั่นเอง ดังนั้นอุปาทานจึงเป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างชัดเจนดังนี้ ผู้ใดจะปฏิบัติตัวให้พ้นทุกข์ จึงต้องลดตัณหา อุปาทาน ให้บางลงมากที่สุด แต่ก็คงเป็นความจริงที่ว่าผู้ที่มีตัณหาอุปาทานน้อยมากคงจะดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ที่แย่งชิงแข่งขันกันทุกสิ่งได้ยาก เราคงจะต้องเดินสายกลางในการดำรงชีวิต รู้เท่าทันตัวตัณหาอุปาทานก็พอจะแก้ไขให้ได้ดีต่อตัวเรามากที่สุด

    อวิชชา คือ ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของ กิเลส แปลตามตัวหมายถึง ความไม่รู้จริงไม่รู้แจ้ง ความโง่ ความไม่รู้ทันเกี่ยวกับเรื่องของชีวิต รวมถึงความไม่ยอมรับรู้ และความรู้ผิดด้วย ซึ่งทางโลกคำว่าวิชามักจะหมายถึงผู้ที่มีการศึกษา แต่ในทางธรรมไม่ได้หมายถึงความรู้ที่ได้จากวิชาที่ได้จากการศึกษา แต่เป็นวิชาที่เกิดจากการศึกษาทางธรรมของพระพุทธองค์พระองค์เดียวและปฏิบัติทางจิตจนสามารถรู้ทันกิเลส ได้แก่ ตัณหา อุปาทาน ทำให้เบาบางลง ผู้ที่มีอวิชชาอาจจะจบปริญญาเอกจากมหาวิยาลัยที่เด่นดังที่สุดในโลก ได้เหรียญได้รางวัลต่างๆมีชื่อเสียง แต่ถ้าไม่รู้ทันตัณหา อุปาทาน รวมทั้งไม่รู้จักอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้ว ทางธรรมก็ถือเป็นผู้ที่มีอวิชชาทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถรู้ถึงทางที่จะพ้นทุกข์ คือนิพพานได้ เพราะยังติดตัณหาอุปาทานที่จะนำให้เกิดภพเกิดชาติไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นเพราะความสำคัญเช่นนี้ในปฏิจจสมุปบาทจึงเริ่มต้นด้วยคำว่า อวิชชา

    กิเลสข้อที่สำคัญที่สุดคือ อวิชชา คือความไม่รู้ ความไม่รู้จริง ไม่รู้แจ้ง ในเรื่องของชีวิต ของสังขาร ของบาปบุญ รู้เรื่องของการเกิดดับฯ อวิชชาทำให้เกิดกิเลสตัวอื่น คือ ตัณหา และอุปาทาน และทำนองเดียวกัน การเกิดตัณหาและอุปาทานทำให้เกิดอวิชชา อวิชชาจึงเป็นกิเลสตัวใหญ่ ถ้าแก้ความไม่รู้ได้ ก็จะไม่มีตัณหาและอุปาทาน ก็จะหมดซึ่งกิเลสทั้งปวง

    ทำไมพุทธศาสนาไม่เน้นเรื่องความสุขที่ทุกคนต้องการ

    ความสุขเป็นสิ่งที่ปรารถนาของมวลมนุษย์ ทุกคนอยากมีอยากได้ อยากยึดรักษาไว้ให้นานที่สุดหรือตลอดกาล ศาสนาต่างๆจึงเน้นถึงเรื่องความสุข บางศาสนามีพิธีกรรมที่ชักนำให้เกิดความสุข เช่น การร้องเพลงในโบสถ์ มีการสวดอ้อนวอนขอสิ่งที่ต้องการ การฉลองวาระสำคัญต่างๆด้วยพิธีที่มีความสุข เช่น การให้ของขวัญแก่กัน เด็กๆจะตั้งตารอวาระสำคัญทางศาสนา นับเป็นการชักจูงให้มีศรัทธาต่อศาสนาอย่างยิ่ง

    แต่เหตุใดในพุทธศาสนาไม่เน้นเรื่องความสุข แม้ในวาระสำคัญทางศาสนาต่างๆก็มุ่งในด้านให้เกิดความสงบมากกว่า เช่น การเวียนเทียน เข้าโบสถ์สวดมนต์ เพราะพุทธศาสนาถือว่า สุขเสมอด้วยความสงบไม่มี บางคนไม่เข้าใจ ความสงบ ที่พระพุทธองค์หมายถึง คือ ความเงียบ ไม่วุ่นวายไปจนถึงนิพพาน ซึ่งบางคนพบเข้ากลับมีทุกข์เพราะอยากสนุกสนาน ความสงบ ที่พระองค์หมายถึงในด้านธรรมะไม่ใช่ทางโลก หมายถึงสงบจากจิตที่เป็นสมาธิ ไม่สอดส่ายไปข้างนอก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่ติดกิเลส ความสุขที่เกิดจากสมาธิจะเหนือกว่าความสุขทางโลก เพราะทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อม

    พุทธศาสนามิได้ปฏิเสธความสุข เพียงแค่ชี้ให้เห็นว่าความสุขไม่จีรัง แนะนำไม่ให้คนติดยึดกับความสุข ซึ่งมีความไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน เป็นอนิจจัง ไม่ช้าเมื่อความสุขหายไปก็จะเกิดความทุกข์ความผิดหวัง ทำให้คนอาจทำอะไรไม่ถูกต้อง บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย แต่ถ้าคนใดมองทุกข์เป็นหลัก เมื่อพบความสุขก็จะนึกรู้อยู่ว่าไม่ยั่งยืน เมื่อเกิดปัญหาหมดความสุขจะสามารถทนรับความทุกข์ได้ดีกว่าผู้ที่ยึดความสุขเป็นสรณะ

    พุทธศาสนาได้อธิบายถึงกลไกการเกิดความสุขว่า เกิดจากสิ่งเร้าจากภายนอกมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยมีใจเป็นตัวรับ โดยมีการปรุงแต่งที่เรียกว่า สังขาร ออกมาเป็นความทุกข์ ความสุข หรืออารมณ์เฉยๆ (ไม่ทุกข์ไม่สุข) จะเห็นได้ว่าสิ่งเร้าอย่างเดียวกันอาจทำให้เกิดผลต่างกัน เช่น การฟังเพลงๆหนึ่ง ในบางอารมณ์จะฟังว่าเพราะเกิดความสุข แต่ในบางอารมณ์เพลงเดียวกันนี้กลับรู้สึกว่าหนวกหูรำคาญเกิดความทุกข์ ถ้าเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าสุขและทุกข์อยู่ติดกันจนแยกไม่ออก ทางธรรมระบุว่า ถ้าไม่วางสุขก็ไม่พ้นทุกข์ ถ้าวางสุขทุกข์ไม่ต้องวางก็หายเอง สุขอาจเปลี่ยนเป็นทุกข์ได้ในพริบตา แต่จากทุกข์เป็นสุขเกิดช้ามาก ถ้าเปรียบสุขเป็นสีขาว ทุกข์เป็นสีดำ เอาสีดำขาวผสมลงไปตามสัดส่วนของประสบการณ์ของชีวิตจริง ผลคงออกมาเป็นดำมากหรือดำน้อยเท่านั้นไม่มีขาวเหลืออยู่ ศาสนาจึงเรียกสุขทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์นี้ว่า เวทนา ได้แก่ สุขเวทนา ทุกข์เวทนา และอทุกข์สุขเวทนา ซึ่งคำว่าเวทนาตามตัวแปลว่า ความโง่ ความน่าสงสาร ความไม่รู้แจ้ง (อวิชชา) ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องให้เกิดตัณหา และอุปาทาน พระพุทธศาสนาจึงไม่ได้เน้นเรื่องความสุขด้วยเหตุดังข้างต้นนี้ ไม่สอนให้คนติดอยู่กับความสุขซึ่งไม่ยั่งยืนเพราะขึ้นอยู่กับการปรุงแต่ง อย่าดิ้นรนแสวงหาสุขจนเป็นทุกข์ อย่ายึดถือไว้จนเป็นทุกข์ ถ้าปรับใจตนเองได้อย่างนี้ คงจะอยู่ในโลกนี้โดยมีสุขพอประมาณและมีทุกข์แต่พอควร

    นอกจากความสุขทางโลกที่เรียกว่า โลกียสุข ของคนทั่วไปแล้ว ทางพุทธศาสนาจะเน้นถึงความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติภาวนา เพราะเป็นความสุขที่เป็นประโยชน์และยั่งยืนกว่า ไม่ได้มีการปรุงแต่งด้วยสังขาร ไม่ได้เป็นเวทนา คือ ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิ เมื่อเป็นอัปปนาสมาธิ จิตเข้าสู่ปฐมฌานจะเกิดความรู้สึกวิตกวิจาร ปีติ-สุขที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งเมื่อถึงทุติยฌาน (ขั้น 2) วิตกวิจารดับไปแต่ยังมีปิติสุขอยู่ เมื่อเข้าตติยฌาน (ขั้น 3) ปิติจึงดับ เหลือแต่สุข เมื่อถึงจตุตถฌาน (ขั้น 4) สุขจึงดับ เหลือแต่เอกัคคตาและอุเบกขา ดังนั้นผู้ที่แสวงหาความสุขที่แท้จริงพึงได้จากการปฏิบัติสมาธิเท่านั้น นักปฏิบัติจำนวนไม่น้อยติดอยู่กับสุขนี้ ซึ่งยังถือเป็นสุขทางโลก (โลกียสุข) อยู่ ถึงแม้ว่าสูงกว่าความสุขทางโลกทั่วๆจนถึงจุดสูงสุดที่ว่า ความสุขเสมอด้วยความสงบไม่มี ซึ่งหมายถึงสุขจากนิพพาน

    พระพุทธองค์ได้เทศนาสอนให้พระอานนท์ดังนี้ บุคคลผู้ปรารถนาความสุขในภพนี้และภพหน้าแล้ว จงรักษาใจให้ได้รับความสุข ส่วนตัวตนร่างกายภายนอกไม่สำคัญ เมื่อตายแล้วก็ทิ้งอยู่เหนือแผ่นดินหาประโยชน์มิได้ ส่วนใจนั้นติดตามตนไปในอนาคตเบื้องหน้า

    ทำไมพุทธศาสนาเน้นเรื่องทุกข์

    เรื่องของ ทุกข์ คือองค์ประธานของพุทธศาสนา สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ และนำมาสั่งสอนคือให้ปวงมนุษย์ปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์

    ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นแพทย์จึงได้เห็นจริงในสัจธรรมเรื่องทุกข์ได้ดีกว่าคนอื่น เพราะทำงานเกี่ยวกับผู้ที่มีทุกข์ทั้งสิ้นในรูปแบบต่างๆกัน ความรุนแรงต่างกัน มีเหตุหรือจุดเร้าต่างกัน ผลของทุกข์ต่างกัน แต่ก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่ทุกข์ในความหมายของศาสนาเป็นทุกข์ที่ลึกซึ้งตามหลักปฏิจจสมุปบาท ท่านพุทธทาสภิกขุเปรียบเทียบเหมือนชาวนาทำงานตากแดดแล้วร้อนก็เป็นทุกข์ธรรมดา แต่ถ้าร้อนแล้วคิดน้อยใจว่าเป็นชาวนาเป็นเวรเป็นกรรมอย่างนี้จึงเป็นทุกข์ตามปฏิจจสมุปบาท

    นับแต่คนเกิดมาเรียกว่า ชาติ คือการเกิดของขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังเขียนไว้แล้ว เมื่อมีชาติที่แน่นอนเที่ยงแท้ คือ มีชราและมรณะตามภาษาชาวบ้านว่า เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ทั้งหมดนี้เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ที่ต้องเกิดแก่ทุกคนโดยไม่มีข้อหลีกเลี่ยง ได้แก่การเสื่อมโทรมของขันธ์ 5 จนถึงแตกดับสิ้นสุดไปชาติภพหนึ่งแล้วเริ่มต้นใหม่ไม่รู้จบ

    ตามที่ท่านอธิบายละเอียดไว้ว่า

    เกิด เป็นทุกข์
    แก่ เป็นทุกข์
    ตาย เป็นทุกข์
    ไม่สบาย คับแค้นกายใจ เป็นทุกข์
    ประจวบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ต้องการ เป็นทุกข์
    พลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์
    ความไม่สมหวัง เป็นทุกข์


    สัจธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้ที่สำคัญก็คือไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งหมายความว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งเป็นทุกข์ และทุกสิ่งไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นของใคร ก็จะเห็นได้ว่าทุกข์เป็นองค์สำคัญในสัจธรรมนี้ ซึ่งเป็นความจริงตลอดกาล

    เพื่อให้เข้าใจถึงเรื่องทุกข์มากขึ้นขอนำคำถามของพราหมณ์และคำตอบของพระพุทธองค์ดังนี้

    พราหมณ์ : ทุกข์เราเป็นคนทำเองหรือพระเจ้าข้า
    พระพุทธองค์ : อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย
    พราหมณ์ : ทุกข์เกิดเพราะเราร่วมกับคนอื่นช่วยกันทำหรือพระเจ้าข้า
    พระพุทธองค์ : อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย
    พราหมณ์ : ถ้าเช่นนั้นทุกข์เกิดขึ้นไม่ใช่จากเราและคนอื่นช่วยกันทำหรือพระเจ้าข้า
    พระพุทธองค์ : อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย
    พราหมณ์ : ถ้าเช่นนั้นทุกข์เกิดขึ้นเพราะอะไรพระเจ้าข้า
    พระพุทธองค์ : ทุกข์เกิดขึ้นเพราะความมีอวิชชาหลงยึดตัวตนของตนว่ามีอยู่


    ซึ่งคำตอบนี้คงชัดเจนพอที่เราจะเข้าใจได้ว่า เป็นเพราะเราไปยึดว่าเราเป็นเรา ซึ่งเป็นของยากที่เราจะเลิกยึดสิ่งนี้ได้ นอกจากจะเข้าใจสัจธรรมของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และพยายามปฏิบัติต่อเนื่องจนกว่าสามารถหลุดพ้นได้ ตามความมุ่งหมายของพระพุทธองค์ที่พยายามชี้ทางให้เรา

    ขอให้สังเกตว่าวิทยาศาสตร์ได้นำหลักของอริยสัจ 4 นี้มาใช้เพื่อหาคำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ใดๆก็ตาม คือ ต้องหาว่าอะไรเป็นเหตุ แก้ไขได้อย่างไร และวิธีแก้ไขทำอย่างไร เห็นได้ว่าหลักธรรมของพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์

    ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงสอนเรื่อง อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (คือทางที่จะพ้นทุกข์)

    อริยสัจสี่สำคัญอย่างไร

    อริยสัจสี่ เป็นแก่นของศาสนาพุทธที่ทำให้แตกต่างจากศาสนาอื่น ถ้ากล่าวโดยย่อมีเพียง 4 คำคือ

    ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

    ซึ่งเป็นสี่คำที่ลึกซื้งครอบคลุมคำสอนของพระพุทธองค์เกือบทั้งหมดที่เกี่ยวกับชีวิตเป็นข้อสรุปมาจาก ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเข้าใจยาก พระพุทธองค์มีวิธีสอนธรรมะได้หลายแบบ จึงได้สรุปง่ายๆเพียง 4 คำ แต่ละคำมีความขยายออกไปอีกมากและบางครั้งพระองค์ท่านก็สอนเรื่องไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งก็เป็นหลักสำคัญของชีวิต ที่มีตัวทุกข์เป็นตัวร่วม

    ทุกข์ ได้อธิบายไว้แล้วว่าเป็นองค์ประธานของศาสนาพุทธ ซึ่งบรรยายถึงชีวิตของมนุษย์ซึ่งประกอบด้วยขันธ์ห้า (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ซึ่งขันธ์ห้านี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บป่วยเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ โศกเศร้าเป็นทุกข์ พบสิ่งที่ไม่พอใจเป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ไม่สมหวังเป็นทุกข์ จึงเห็นได้ว่าทุกข์เป็นองค์ประธานของขันธ์ห้า หรือชีวิตมนุษย์

    คำต่อมาคือ ทุกขสมุทัย หรือเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งตัวสำคัญได้แก่ตัณหา ที่มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดังได้เขียนไว้แล้ว แต่นอกจากนี้ยังมีข้อที่เป็นเหตุแห่งทุกข์อีกมากมายได้แก่

    อกุศลมูล
    อกุศลกรรมบท 10
    นิวรณ์ 5
    มลทิน 9
    อุปกิเลส 10
    ทุจริต 3


    ทั้งสิ้นนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

    นิโรธ หมายถึง ความพ้นทุกข์คือการต้องตัดตัณหา อุปาทาน อวิชชา เปรียบเหมือนเชื้อไฟเมื่อไม่มีเชื้อก็หมดไฟ

    มรรค คือ วิถีทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ หมายถึง ไม่กลับเวียนว่ายตายเกิดอีก คือนิพพาน ซึ่งมีอยู่ทางเดียวคือ มรรคมีองค์แปด ไม่มีทางอื่นมากกว่านี้ได้แก่

    1. ความเห็นชอบ (สัมมาทิฎฐิ) มีปัญญาเห็นชอบในสิ่งที่ถูกทั้งทางโลกและธรรมะ เช่น เห็นอริยสัจสี่ เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร เป็นต้น
    2. ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) ไม่คิดโกรธ เบียดเบียน รักใคร่ ยึดธรรมะ คิดให้หลุดพ้นจากกามจากโลภ
    3. วาจาชอบ (สัมมาวาจา) ไม่พูดปด พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
    4. ปฏิบัติชอบ (สัมมากัมมันตะ) ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม
    5. เลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ) ไม่โกง ไม่หลอกลวง ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติด เป็นต้น
    6. เพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ทำความเพียรทั้งทางโลกและทางธรรม
    7. ระลึกชอบ (สัมมาสติ) มีความระลึกชอบ รู้ถูกรู้ผิดทางธรรมโดยมุ่งตัดกิเลสทั้งปวง
    8. ตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ ) จิตอยู่ในสมาธิที่ถูกต้องได้เสมอ


    อ่านดูคิดว่าง่ายและน่าจะทำได้ใน 8 ข้อนี้ เพราะย่อลงได้เพียง 3 คำคือ ศีล (ข้อ 3-5) สมาธิ (ข้อ 6-8) ปัญญา (ข้อ 1-2) แต่ความเป็นจริงยากเย็นมากที่จะปฏิบัติทุกข้ออย่างสม่ำเสมอจนสามารถพ้นทุกข์ได้ ท่านเอาความเห็นชอบ ดำริชอบซึ่งตรงกับปัญญาไว้ต้น เพราะเป็นความสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนมุ่งจะปฏิบัติตามมรรคอื่นๆเพื่อให้ทุกข์ จะต้องมี 2 ข้อนี้ก่อน ความจริงทั้ง 8 ข้อ มีความต่อเนื่องกันเป็นวงกลมไม่เป็นเส้นตรงคือ

    ต้องมีปัญญาทางโลกก่อนจึงจะคิดถือศีล หรือปฏิบัติสมาธิ และเมื่อปฏิบัติแล้วถึงขั้น ตัวปัญญาจึงจะเกิดเป็นปัญญาทางธรรม

    ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร

    ผู้ที่เป็นชาวพุทธหลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำนี้ หรือเคยได้ยินแล้วเคยอ่านแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจ ผู้เขียนอ่านแล้วอ่านอีกหลายเที่ยวจากผู้ทรงวุฒิที่ต่างเขียนไว้ก็ไม่แจ่มแจ้ง เนื่องจากปฏิจจสมุปบาทนี้คือแก่นแท้ที่สุดของสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งต้องทรงใช้เวลานานถึง 6 ปี ปฏิบัติด้วยวิธีต่างๆด้วยพระองค์เอง รวมทั้งการทรมานพระวรกาย กว่าที่จะทรงเข้าใจธรรมชาติของชีวิตทั้งหมด จนถึงทางแห่งการพ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป จึงเรียกได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะได้ทรงตรัสรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง

    เรื่องอริยสัจสี่ที่ได้เขียนไว้แล้วเป็นการสรุปใจความของปฏิจจสมุปบาท ก็ขอนำเรื่องนี้มาเขียนตามความเข้าใจของตนเอง โดยหวังจะให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะความจริงปฏิจจสมุปบาทก็คือคำอธิบายในเรื่องของชีวิตหรือธรรมชาติของชีวิตนั่นเอง ว่าทุกอย่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เมื่อมีสิ่งหนึ่งจึงเกิดอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อสิ่งหนึ่งเป็นเหตุก็ย่อมเกิดผล มีลักษณะเกิดดับเกิดดับอยู่ตลอดเวลาตามหลักอนิจจัง ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

    เมื่อสิ่งนี้มี – สิ่งนี้จึงมี
    เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น – สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
    เมื่อสิ่งนี้ไม่มี – สิ่งนี้จึงไม่มี
    เมื่อสิ่งนี้ดับ – สิ่งนี้จึงดับ


    ข้อความนี้ฟังดูง่ายสมเหตุสมผลแต่มีความลึกซึ้ง เพราะเป็นสิ่งที่พระองค์อธิบายอยู่ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตามศัพท์ปฏิจจหมายถึงการอาศัย สมุปปาทะหมายถึงการเกิดร่วมกัน

    สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ก็คือตรัสรู้เรื่องของธรรมชาติของโลก ของชีวิต ของการเกิดดับ โดยรู้ถึงปัจจัยร่วมต่างๆซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยอาศัยกันเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เป็นข้อธรรมะ 12 ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ จึงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ต่อมาว่า ภิกษุทั้งหลายปฏิจจสมุปบาทคืออะไร คือการที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ และเมื่อเกิดชาติชรามรณะก็ย่อมเกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส และได้ตรัสเพื่อให้เห็นว่าธรรมทั้งหลายนี้ต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันโดยตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นร่วมกันคืออะไรบ้าง คือชรามรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป สังขาร อวิชชา ซึ่งเป็นการย้อนทางกลับจากพระดำรัสแรกนั้นเอง โดยเริ่มจากผลไปหาเหตุ เพื่อยืนยันว่าเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันจริง และเป็นการแสดงให้เห็นทางสายกลางว่าสิ่งต่างๆจะมีขึ้นก็ได้ถ้าปัจจัยมีอยู่ หรือจะไม่มีก็ได้ถ้าไม่มีปัจจัย จึงเป็นการอธิบายถึงการเวียนว่ายตายเกิด เป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และอธิบายถึงการดับทุกข์ไว้โดยตรัสอธิบายว่า

    เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ

    และทรงอธิบายต่อถึงการดับทุกข์ว่า “เมื่อชาติชรามรณะดับ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็ดับด้วย กองทุกข์ทั้งมวลนี้ดับลงได้ด้วยอาการอย่างนี

    เพื่อความเข้าใจจะขอเรียบเรียงคำอธิบายเป็นวงกลมตามรูปที่ 6 ซึ่งในวงกลมนี้ ถ้าวงไปตามเข็มนาฬิกา เป็นคำอธิบายถึงการเกิดดับถึง 3 ครั้ง คือชาติก่อน ชาติปัจจุบัน และชาติหน้า
    ในวงจรนี้จะเริ่มนับ 1 ที่ไหนก็ได้ แต่พระพุทธองค์ท่านได้เริ่มไว้ที่ อวิชชา ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุดของการเกิดดับของชีวิตทั้งหลาย เพราะอวิชชาคือความไม่รู้ในอริยสัจสี่ที่ได้เขียนไว้แล้ว ว่าเกิดมาจากตัณหาและอุปาทาน จากอวิชชานี้จึงทำให้เกิด 2 สังขาร ซึ่งเป็นภพหนึ่งมีการปรุงแต่งของกรรมจากเดิมคือที่เป็นเหตุในอดีต เป็นชาติในอดีต เกิดกายและจิตขึ้นจนเมื่อดับก็เกิดปฏิสนธิเป็น 3 วิญญาณ ซึ่งเพื่อความเข้าใจถือว่าเป็นวิญญาณในชาติอดีต เมื่อวิญญาณดับแล้วย่อมเกิดใหม่เข้าสู่ 4 นามรูป ซึ่งเริ่มต้นชีวิตปัจจุบัน ซึ่งท่านได้อธิบายไว้ถึงรายละเอียดว่าประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งรวมวิญญาณด้วยคือขันธ์ห้าของเรานี่เอง ขันธ์ห้านี้มีอวัยวะที่รับสิ่งเร้าจากภายนอก ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า 5 สฬายตนะ ซึ่งได้สิ่งกระทบจากภายนอกดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งเร้าขึ้นภายในเป็น 6 ผัสสะ เป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จึงทำให้เกิด 7 เวทนา ซึ่งเป็นปัจจุบันเหตุ คือทำให้ตน รู้สึกอารมณ์ของความสุขความทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิด 8 ตัณหา คือมีกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา เมื่อคนมีตัณหาก็เกิด 9 อุปาทาน ได้แก่ความยึดมั่นถือมั่นต่างๆไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่บริโภค ความคิดเห็น ความยึดมั่นในความเชื่อถือต่างๆกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดมั่นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตน สิ่งเหล่านี้อยู่กับชีวิตเราในชาติปัจจุบันไปจนถึงวาระดับไปก็นำเราไปสู่ 10 ภพใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพก็ตาม คือเกิดดีขึ้นเลวลงตามกรรมที่ได้ก่อขึ้นมาด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเกิด 11 ชาติใหม่ เรียกให้เข้าใจว่าชาติหน้า ซึ่งทุกอย่างจะเป็นผลจากชาติปัจจุบัน จึงเป็นอนาคตผล ซึ่งในชาติใหม่นี้ก็ย่อมดำเนินไปเช่นเดียวกันกับชาติอื่นๆคือมีเกิดความทุกข์ โทมนัส อุปายาส โสกะ และปริเทวะ จนถึง 12 ชราและมรณะ ซึ่งตราบใดที่ยังมี 1 อวิชชาอยู่ไม่รู้ถึงอริยสัจสี่ ยังมีอาสวะคือตัณหา อุปาทานอยู่ ก็ย่อมเกิดวงจรชีวิตต่อไปไม่รู้จบ

    หากว่าท่านผู้อ่านยังไม่เข้าใจก็อาจจะสรุปคำอธิบายของปฏิจจสมุปบาทให้ย่อเหลือชาติเดียวตามรูปที่ 7 จะเห็นได้ว่าความสำคัญอยู่ที่กิเลส สังขาร กรรม ขันธ์ 5 วิบาก และทุกข์ วนเวียนไม่รู้จบ เพราะมีกิเลสได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จึงมีภพชาติขึ้น มีขันธ์ห้าคือ มีรูป มีเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีทุกข์ มีกรรม มีผลของกรรมคือวิบาก สร้างสมกิเลสไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต วิบากและกิเลสเป็นตัวนำไปสู่ภพ-ชาติต่อไปไม่รู้จบ

    ถ้าดูภาพไดอาแกรมในรูปที่ 8 หากว่าอวิชชาดับ คือรู้ซึ้งในอริยสัจสี่ หมดตัณหาอุปาทานเนื่องจากได้ปฏิบัติทางสมาธิ ภาวนาจนเกิดปัญญาเข้าใจถึงมูลเหตุแห่งการเกิดดับ ตัดได้ซึ่งกิเลสทั้งมวล เป็นการตัดได้ซึ่งกรรมทั้งปวง ก็จะทำให้ไม่เกิดวงจรชีวิตต่อไปคือเมื่ออวิชชาดับสิ้นไปสังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปไม่มี ไม่มี สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน จึงไม่มีชาติ ไม่มีภพต่อไป เรียกว่าพ้นทุกข์ คืออริยบุคคล ผู้บรรลุอรหันต์สู่นิพพานอันเป็นจุดสุดยอดของธรรม ของพุทธศาสนานั่นเอง

    ธรรมะที่พระองค์ทรงตรัสรู้มีมากมาย และนำมาสอนพุทธมามกะเพียงส่วนน้อยดังที่ได้ทรงตรัสเปรียบเทียบว่าธรรมที่ทรงตรัสรู้เหมือนใบไม้ในป่า แต่ที่ทรงนำมาสอนเทียบกับใบไม้เพียงกำมือเดียว ที่ยอมรับกันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา ก็เพราะแม้ธรรมะเท่าที่พระองค์สอนเช่นในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ปัญญาชนที่มีความรู้ทางโลกเป็นอย่างดีจะเข้าใจได้ถ่องแท้ มีคำอ้างว่าหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้ ได้เสวยวิมุติสุขอยู่ 49 วัน โดยพิจารณาถึงธรรมะที่ทรงตรัสรู้ว่าเป็นสิ่งยากสำหรับชนทั่วไปที่จะเข้าใจธรรมะของพระองค์ แต่ในที่สุดจึงได้ตกลงพระทัยที่จะนำธรรมะของพระองค์ไปสั่งสอนชาวโลกโดยพิจารณาว่าคงมีส่วนหนึ่งที่สามารถเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้ และจึงเสด็จไปสอนเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ที่เคยดูแลปฏิบัติรับใช้พระองค์มาก่อนเป็นคนแรก ยิ่งกว่านั้นพุทธศาสนาจะรู้ซึ้งได้ด้วยการปฏิบัติ ดังนั้นเราจึงควรได้เริ่มปฏิบัติตามธรรมะของพระองค์ได้ตามลำดับขั้น จนกว่าจะถึงจุดที่เราสามารถเข้าใจได้โดยถ่องแท้ และพิสูจน์ว่าคำสอนของพระองค์เป็นสัจธรรมที่เที่ยงที่สุดเหนือคำสอนของศาสดาทั้งปวง

    ไตรลักษณ์หมายความว่าอย่างไร

    ไตรลักษณ์หมายถึงลักษณะทางธรรมชาติ 3 ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงเห็นธรรมชาติ และนำมาสอนให้มวลมนุษย์เข้าใจคือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ซึ่งสั้นและเข้าใจได้ดีที่สุด อนิจจังคือทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ ไม่ว่าอะไรก็ไม่ยืนยงคงอยู่ ดูโลกที่เราอยู่นี้ก็เปลี่ยนสภาพมาหลายครั้งหลายครา ที่เคยเป็นภูเขาก็กลายเป็นทะเลจมอยู่ใต้น้ำ และคงเปลี่ยนต่อไปจนถึงวันหนึ่งก็อาจเปลี่ยนไปจนหมดสภาพของความเป็นโลก ตัวเราเองก็ไม่มีอะไรคงสภาพเดิม หากความเชื่อของศาสนาอื่นที่ว่าพระเจ้า พระพรหม พระอัลลาห์ ฯ เป็นองค์ที่สร้างโลกขึ้นมา พระผู้สร้างเหล่านี้จะไม่เที่ยงเช่นกัน จะมีการเปลี่ยนพระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นตามวาระเวลา ตามกฎแห่งอนิจจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น

    แม้แต่ธรรมะของพระพุทธองค์เองก็อยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกันจะยืนยงอยู่ได้ประมาณห้าพันปีซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์หรือของธรรมชาติของโลก ซึ่งพุทธศาสนาเองก็ได้มีเกิดดับมาหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้ว เพราะมีพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วหลายพระองค์ นอกจากเรื่องทางกายภาพที่เป็นอนิจจังแล้ว ทุกสิ่งไม่เที่ยง แม้เรื่องทางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ความสุขความทุกข์ ยิ่งไม่เที่ยงมากขึ้น เปลี่ยนแปลงให้เราเห็นได้ทุกวัน ชาวพุทธจึงต้องระลึกไว้เสมอว่า “ทุกสิ่งไม่เที่ยง” เพื่อไม่ให้ลืมตน มีสิ่งเดียวที่เที่ยงคือความไม่เที่ยง

    กฎที่สำคัญข้อที่สอง ของไตรลักษณ์ก็คือ “ทุกขัง” หมายถึงว่าทุกสิ่งเป็นทุกข์ ในส่วนของความสุขเองก็มีทุกข์แฝงอยู่ กลัวจะไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปรไป ซึ่งเรื่องของทุกข์นี้ได้เขียนไว้แล้ว ทุกข์จึงเป็นองค์ประธานของพุทธศาสนาเพราะเป็นกฎของธรรมชาติ

    ข้อที่สาม ก็คือ อนัตตา ซึ่งแปลตามตัวว่าไม่มีอัตตาซึ่งหมายถึงไม่มีตัวตน ซึ่งมิได้หมายความว่าไม่มีตัวไม่มีตนทางกายภาพ จึงควรแปลว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนหมายถึงว่าสิ่งที่ว่าเป็นตัวนั้นก็ไม่ใช่ตัว สิ่งที่เรียกกันว่าอย่างโน้นอย่างนี้ก็ไม่ใช่สิ่งนั้นเป็นข้อสมมุติทั้งสิ้น ความจริงแล้วไม่มีอะไร ตัวตนที่ชื่อนั้นชื่อนี้ไม่ช้าก็สลายกลายเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ถึงแม้จิตที่จะไม่ตาย ก็เปลี่ยนไปไม่ใช่จิตของนาย ก นาย ข จนกว่าจิตดวงนั้นจะถึงนิพพาน ซึ่งก็เป็นอนัตตาอีกเช่นกัน ที่ว่า นิพพานัง สุญญัง

    นิพพานคืออะไร พระอรหันต์มีจริงหรือ

    นิพพานคือจุดสูงสุดที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องการไปถึง คือการที่พระพุทธองค์สอนให้มนุษย์ทั้งหลายปฏิบัติจนหลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยไม่มีการกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ทำให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ การที่ใครจะไปถึงนิพพานได้ไม่ใช่ของง่าย ต้องไปด้วยตนเอง จะให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือไม่ได้ แม้ว่าพุทธศาสนาทางมหายานว่ามีทางลัดที่องค์พุทธะและพระโพธิสัตว์ต่างๆจะสามารถช่วยเหลือให้คนพ้นทุกข์ได้ คงเป็นเพียงช่องทางเสริมสร้างกำลังใจแก่คนส่วนหนึ่ง

    การจะไปนิพพานได้จะต้องเป็นผู้มีศีล 5 ศีล 10 โดยเคร่งครัด ต้องละสุขในโลกีย์ 5 ตนเองต้องดับกิเลสได้หมด คือ ตัดตัณหาอุปาทานทั้งหลายทั้งปวงได้ เปรียบเทียบว่าหมดเชื้อจึงจะไม่เกิดไฟ ไปด้วยมรรค 8 องค์เท่านั้น ถ้ามีใครอ้างว่าถึงนิพพานแต่ยังมีการแสดงออกว่ายึดติดกับตัณหาอุปาทานทั้งหลายย่อมแสดงว่าเขาหลง ตามจริงแล้วผู้ที่ไปนิพพานแล้วเท่านั้นจึงจะรู้ถึงผู้ที่นิพพานด้วยกัน พระนิพพานมี 2 ประเภท คือ นิพพานดิบ หมายถึงผู้ที่ได้ปฏิบัติจนพ้นทุกข์แล้ว ได้เสวยสุขของนิพพานขณะยังมีชีวิตอยู่ และนิพพานสุขคือเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ตามตำราอ้างว่ามีผู้หลงนิพพานไปไม่ใช่น้อย บางท่านหลงไปเกิดในอรูปพรหม ซึ่งเป็นนิพพานโลกีย์ ซึ่งยังต้องอาศัยการปฏิบัติใช้เวลาอีกยาวนานมากกว่าจะเป็นนิพพานโลกุตร

    เรื่องนิพพานนี้คงไม่มีใครบอกได้นอกจากท่านที่นิพพานเอง ซึ่งท่านก็จะไม่บอกให้ใครทราบ บรรดาปัญญาชนทั้งหลายจะเชื่อได้อย่างไรว่ามีผู้นิพพานจริงๆ ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดจริง เรารู้ว่าพระผู้นิพพานไปแล้วเป็นองค์อรหันต์ ซึ่งพระพุทธองค์ได้แสดงธรรมจนบรรดาอริยบุคคลและสงฆ์ในยุคของพระองค์ท่าน สำเร็จเป็นอรหันต์ไปเป็นจำนวนมาก เช่น องค์เอกอัครสาวก เช่น พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระสงฆ์ในสมัยพระพุทธองค์ส่วนใหญ่เป็นอริยสงฆ์ และหลายองค์มีชีวิตอยู่ช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนาอีกต่อไป หลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว เช่น พระมหากัสสป พระอนุรุทธ และพระอานนท์ ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว จนถึงวันที่บรรดาอรหันต์ทั้งหลายจะประชุมสังคายนาคำสอนของพระพุทธองค์ครั้งแรกจึงสำเร็จเป็นอรหันต์ทันเวลา ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะพระอานนท์เป็นองค์ที่ได้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุดได้รู้ได้เห็นเรื่องต่างๆมากที่สุด เมื่อเป็นอรหันต์จึงทำให้เกิดประโยชน์ต่อการสังคายนาครั้งนั้นมาก เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายเท่านั้นเป็นผู้ชำระพระธรรมคำสอนในครั้งแรกและจัดพระธรรมคำสอนเป็นหมู่หมวด จึงเป็นที่แน่นอนว่าพระไตรปิฎกมีความเที่ยงแท้ตรงต่อคำสอนของพระพุทธองค์เป็นที่สุด เพราะทุกองค์สิ้นกิเลสทั้งปวงแล้ว ทุกองค์มี “ปัญญา” ที่เกิดจากการภาวนาจนรู้แจ้งรู้จริงในทุกสิ่ง จึงขอให้ปัญญาชนยุคใหม่ที่ไม่ค่อยยอมเชื่อว่าพระธรรมเป็นคำสอนของพระพุทธองค์จริงจะได้เข้าใจ มีปัญญาชนบางท่านสงสัยว่าสมัยพุทธกาลทำไมคนเป็นอรหันต์กันง่ายนัก ฟังเทศน์จากพระพุทธองค์เพียงนิดเดียวก็สำเร็จ ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์เป็นบรมศาสดาใหญ่ยิ่งกว่าครูทั้งปวง ย่อมรู้ถึงใจของศิษย์ว่าติดที่ใดเพียงแก้จุดนั้นก็เกิดความสว่าง ยิ่งกว่านั้นในยุคนั้นว่างศาสนามานาน ได้มีผู้สร้างบารมีของตนเองมาหลายภพหลายชาติ พร้อมที่จะสำเร็จเพียงรอพระศาสดาที่จะชี้ช่องทางที่ถูกให้เท่านั้น ก็จะหลุดพ้นได้โดยเร็ว จึงอย่าได้สงสัยไปเลย

    เมื่อหมดสมัยพระพุทธองค์แล้วจะยังมีพระอรหันต์ต่ออีกหรือไม่ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่าตราบใดยังมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อยู่และยังมีผู้ปฏิบัติตามมรรค 8 ที่ทรงสอนไว้ ตราบนั้นยังมีพระอรหันต์ ปัญญาชนยุคใหม่คงอยากถามต่อไปว่าแล้วในวันนี้มีให้เห็นสักองค์หรือไม่เล่า? เนื่องจากพระอรหันต์ด้วยกันเท่านั้นจึงจะรู้ว่าองค์ใดเป็น เราคงบอกไม่ได้แต่เรามีหลักฐานอื่นที่สามารถนำมายืนยันให้ท่านปัญญาชนเชื่อได้ คือ เราทราบดีว่าเมื่อพระอรหันต์ท่านสิ้นไปแล้วกระดูกหรือผมหรือหนังหรือเล็บของท่าน เมื่อทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าพระธาตุ พระอรหันตธาตุ คือลักษณะของกระดูกจะเปลี่ยนสภาพไปเป็นวัตถุที่คล้ายมุก คล้ายเพชรพลอย มีสีสันและลักษณะต่างๆกัน เช่นเดียวกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ที่เรากราบไหว้บูชากันอยู่ ซึ่งปัญญาชนที่ไม่เชื่ออาจไปดูได้ที่เจดีย์บรรจุพระธาตุของหลวงปู่มั่นที่สกลนคร จะเห็นกระดูกชิ้นใหญ่ด้านหนึ่งยังมีลักษณะคล้ายกระดูก แต่อีกด้านเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ายแก้วสีเขียวหรือมรกต หรือพระธาตุของหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล มีสีสันที่สวยงาม หรือหลวงปู่จวน กุลเชฎโฐ ที่เจดีย์ภูทอก และยังมีอีกหลายสิบองค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางวิทยาศาสตร์หรือทางธรรมชาติเองทำไม่ได้ กระดูกที่ขุดพบหลายพันปีหรือเป็นล้านปีก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพเป็นพระธาตุได้ ซึ่งถ้าใครได้อ่านชีวประวัติของพระอรหันต์เหล่านี้ ว่าท่านผ่านความเพียรปฏิบัติ รักษาศีล ละกิเลสอย่างเข้มแข็งเนิ่นนานเพียงใด ท่านจึงบรรลุโลกุตรธรรม

    ดังนี้จึงเชื่อได้ว่าพระอรหันต์มีจริง พระนิพพานมีจริง แม้ในยุคศีลธรรมเสื่อมทราม ผู้คนขาดความสนใจในการปฏิบัติธรรม ไม่มีศีล อย่างคนจำนวนไม่น้อยในยุคนี้ จึงอยู่ที่ใครจะมีบุญบารมีได้รู้ได้เห็นได้ ถ้าใจเชื่อและปฏิบัติตามแนวทางที่ได้ทรงสั่งสอนไว้ แต่ต้องระวังอย่าหลงไปกับอรหันต์ปลอมหรืออรหันต์หลงที่มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย พึงใช้ปัญญาพิจารณาดูข้อวัตรและการปฏิบัติของท่านเหล่านั้นให้ถ่องแท้

    home back
    กลับหน้าศาลา